Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

วันนี้ไม่รู้นึกครึ้มยังไงไม่ทราบ ตื่นมาทำงานบ้านแต่เช้าตรู่เลย เก็บกวาดโต๊ะทำงาน ยกเตียงขึ้น ดูดฝุ่น ถูพื้นห้อง (ไม่ได้ทำมาปีกว่าแล้ว) ดูดฝุ่นทั้งบ้าน


ระหว่างทำก็รู้สึกดีนะครับที่ได้ทำความสะอาดเหมือนได้ชำระล้างจิตใจไปในตัว


ทีนี้ไหนๆก็ไหนๆก็ซักผ้าด้วยเลย และก็ทำความสะอาดห้องน้ำด้วย ก็เอาน้ำยาล้างห้องน้ำผสมน้ำแล้วก็ถูพื้นห้องน้ำ ตอนถูเหลือบไปเห็นรูน้ำทิ้ง แบบเวลาที่อาบน้ำแล้วน้ำมันไหลลงไป เห็นมีผมติดอยู่ก็เลยดึงผมออกมาจะไปทิ้ง


แต่ผมนี่มันเหนียวมาก ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร แหยะๆเฉยๆ แต่มันมีอยู่รูนึงที่ดึงผมขึ้นมาเท่าไหร่มันก็ไม่หมดซักที !!! เลยตัดสินใจดึงฝาที่ปิดรูน้ำทิ้งขึ้นมา (มันเป็นซี่ๆไว้กันพวกของใหญ่ๆลงไปในท่อ) และแล้วความน่าเกลียดน่ากลัวก็เปิดเผยขึ้น 


คือ ใต้นั้นมันจะเป็นท่อประปาอยู่ตรงกลาง ไอ้ฝาปิดรูน้ำทิ้งเนี่ย มันก็จะครอบท่อประปาเอาไว้ และก็จะมีพื้นที่รอบๆท่อประปานั้น เพื่อเป็นที่พักน้ำที่มีพวกเศษผม เศษผง โน่นนี่ ... แต่อันนี้มันน่ากลัวมาก คือ มันเป็น combination ของขี้ไคล ฝุ่น และผมจำนวนมาก ที่แพคกันจนมีลักษณะเหมือนดินเหนียวหรือดินน้ำมันแหยะๆ ... ช๊อคกันไปเลยทีเดียว


ตอนแรกคิดว่าหรือว่าจะแค่เอาน้ำฉีดให้ลงไปในท่อดี แต่คือมันก็อุตส่าห์กรองไว้จะได้ไม่ลงไปอุด ถ้าทำอย่างน้ันก็ผิดวัตถุประสงค์น่ะสิ และมันอาจจะมีบริการจัดการตรงจุดนี้ก็ได้ แต่วันนี้ก็ไม่รู้คิดยังไง ตัดสินใจทำความสะอาดด้วยตนเอง เอามือใส่ถุงพลาสติก ควักเจ้าสิ่งน่ากลัวขึ้นมาใส่ในถุงพลาสติกเพื่อเอาไปทิ้ง ... 


คือ แทบจะอ้วกกันเลยทีเดียว ... 


ตอนผมเป็นลูกเสือกองร้อยพิเศษที่สวนกุหลาบ เคยไปเข้าค่ายลูกเสือที่ศรีราชา เคยไปล้างห้องน้ำเพื่อเตรียมค่าย ก็เคยเจอตอปิโดขนาดท่อนแขนกองอยู่ในส้วมก็ล้างมาแล้ว ...​แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม


ผมว่ามันเหนือความคาดหมายมาก ... 


คือ ผมเคยได้ยินพระท่านพูดถึงว่า ตัวเรานั่นจริงๆก็ไม่มีอะไรสวยงามหรอก คิดกันไปเอง ผมเอย ผิวหนังเอย ขี้ไคล เหงื่อ ไขมัน ฯลฯ​ ไม่มีอะไรน่าเชยชม ...​วันนี้เข้าใจถึงแก่นเลยทีเดียวว่า ตัวเรานั่นมันเป็นถุงขี้ดีๆนี่เอง แต่ละวันก็เอาขี้ออกไปซ่อนไว้ หรือไม่ก็ถ่ายเทไปไว้ตรงอื่นของระบบนิเวศน์ และก็ทำตัวเองให้สวยงาม แต่พอเจอจุดที่มันรวมแล้วจึงตระหนักได้ในบัดดล (ตอนนี้ยังคลื่นไส้อยู่เลย) 


และคราวนั้นที่จัดการตอปิโดในคอห่านก็คือ เราก็แค่กลั้นใจ (หลังจากเตรียมใจแล้ว)​ แล้วก็เข้าไปราดน้ำ ขัดโน่นนี่ว่าไป แต่รอบนี้คือ ใช้มือควักมันขึ้นมาเลย ความรู้สึกแหยะๆ เย็นๆ พร้อมกลิ่นที่คิดขึ้นเอง (จริงๆแล้วกลั้นหายใจไว้) ...มันชั่งชัดเจนจริงๆ (คือ ของจริงประมาณ 10% แต่อุปาทานไป 90% ละ) ...​ เลยรู้ซึ้งกว่าครั้งก่อนๆมาก


แต่ว่า เมื่อทำเสร็จแล้วก็รู้สึกโล่งขึ้นเยอะ จริงๆรู้สึกเหมือนว่า ได้ทำความสะอาดใจไปด้วย 


ผมรู้สึกว่า จริงๆแล้วจิตใจเราก็ฟอร์มตัวเองขึ้นจากการรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว ถ้าเกิดสิ่งแวดล้อมรอบตัว สะอาด เป็นระเบียบ ในหัวเราก็เป็นแบบนั้น และเป็นทำนองเดียวกันในทางตรงข้าม ผมคิดว่า การที่ในบ้านหรือในห้องเรามีส่วนที่สกปรกซ่อนไว้ หรือส่วนรกรุงรัง หรือไม่เป็นระเบียบ ฯลฯ มันเป็นการสะท้อนสิ่งที่อยู่ในหัวได้เลยทีเดียว แต่ก็ยากจะบอกว่าอะไรกำหนดอะไร แต่ผมว่ามันกำหนดกันทั้งสองทาง ถ้าเราหมั่นทำบ้านให้สะอาด ใจเราก็จะสงบ/สะอาดได้ง่าย หรือถ้าเราเป็นคนที่หมั่นทำใจให้สงบ มีระเบียบวินัย เราก็จะทำบ้านให้สะอาดเหมือนกัน 


สรุปว่า ทำงานบ้านครั้งนี้ได้ ตระหนักในธรรม ในข่าย อสุภะกรรมฐานมากๆ วันหลังถ้าเห็นผู้หญิงสวยๆนี่คงต้องมาย้อนคิดถึงเจ้า...เรียกมันว่าอะไรดีเนี่ย ... นั่นแหละ จะได้ไม่หลอกตัวเองนักว่าเขาสวย น่าเชยชมเสียจริง บลาๆ ...​และอย่างที่สองก็คือ ได้ชำระล้างใจไปพร้อมๆกับทำความสะอาดบ้านด้วย 


เจริญในธรรมคร้าบ :)


Blog EntryJul 23, '10 4:51 AM
for everyone

Grappige dagen เป็นคำภาษาดัชต์ อ่านว่า ฆราปปึฆดาฆเฆอะ แปลว่า วันตลกๆ หลายๆวัน :P


วันนี้เป็นวันที่วันตลกๆในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาของผมจบลง 


เมื่อสัปดาห์ก่อน ก่อนแมตช์ชิงแชมป์ฟุตบอลโลก ผมไปดูคอนเสิร์ต North Sea Jazz festival หัวไปโขกกับ LCD TV อย่างแรงได้แผลเลือดออกมาหนึ่งแผล เป็นรอยบากบนหน้าผาก หลังจากนั้น บุคลิกภาพของผมก็แปรปรวนไปตลอดสัปดาห์ อ่อนไหว ก้าวร้าว ฯลฯ จนวันศุกร์ได้สวดมนต์บทพุทธคุณ-พาหุง-มหากา เต็มรูปแบบ จึงนิ่งมากขึ้นและก็เปลี่ยนไปอีกคน ปกติมักจะไปสายตอนเล่นดนตรี ก็ไปตั้งแต่บ่ายสาม (เล่นทุ่มนึง) เหตุผลคือ เพื่อไปเตรียมตัว ซึ่งก็ได้เตรียมจริงๆนะ นอกจาากนี้ตลอดสัปดาห์ก็มีความประหลาดเกิดขึ้นอื่นๆบ้าง เช่น เพลงที่เลือกเล่นเป็นเพลงแนวร๊อค อัลเทอร์เนทีฟ แทนที่จะเป็นเพลงสบายๆแบบที่เคยเล่น ...​


นั่นเป็นสัปดาห์ตลกๆ ... ช่วงพีคของมันเริ่มที่วันเสาร์


เมื่อเดือนก่อนท่าน ว. วชิรเมธีมาเทศน์ที่อัมสเตอร์ดัม และทางวัดพุทธวิหารก็มีโครงการระดมทุนเพื่อสร้างวัดใหม่ โดยการจะจัดทำบันทึกการบรรยายธรรมของท่าน ว. วชิรเมธีในวันนั้น ในรูปแบบ DVD ราคา 20 Euro พร้อมปกที่เป็นรูปคู่ของคนที่สั่งกับท่าน ว. พี่ตาเป็นคนรับว่าจะมาทำการตัดต่อและทำ CD ตัว Master เพื่อให้ทางวัดนำไป copy และแจกจ่ายให้ญาติโยมต่อไป 


ปรากฎว่าการตัดต่อเป็นไปด้วยความลำบาก พี่ตาจึงเปลี่ยนแผนมาทำการตัดต่อที่ห้องเป๊บ ซึ่งมี iMac และโปรแกรม Adobe Premier แทน 


ก็เห็นแกไปตัดอยู่สองสามวันทีเดียว และก็มีปัญหากับ iMac บ้างเพราะความไม่คุ้นเคย 


จนวันเสาร์ ก่อนที่ผมจะเล่นดนตรีช่วงดึก พี่ตาโทรมาบอกว่า ช่วยเข้าไปที่ Delft หน่อย เพราะมีปัญหา ไม่สามารถเอาไฟล์ MOV ขนาด 17 GB ที่เป็นไฟล์วีดีโอสมบูรณ์นั้น ถ่ายลง External Harddrive ของทางวัดได้ ซึ่งพระอาจารย์กับลูกศิษย์วัด เดินทางไปที่ Delft ที่ดูเรื่องการทำงานนี้โดยเฉพาะเลย  ปัญหาคือ mac มีระบบที่ทำให้เราไม่สามารถถ่ายโอนไฟล์ภาพยนตร์ขนาดเกิน 4 GB ได้ 


หลังจากสืบสาวหาเหตุ และทางออกแล้ว พบว่า ณ เวลานั้นไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะ ไม่มี DVD อันไหนที่ใหญ่ขนาดจะใส่ไฟล์ 17 GB ได้ โปรแกรม Convert file ก็ไม่มี มีก็ใช้ได้ไม่ดี หรือทำได้ไม่ชัด หรือมีก็มีแต่ของฟรี ซึ่งคุณภาพไม่ดีและข้อจำกัดมาก นอกจากนี้ พี่ตาก็ไม่สะดวกที่จะทำหลังจากวันนี้เพราะติดธุระและงานจำนวนมาก 


ผมก็เลย อาสาว่า งั้นเดี๋ยวผมเข้าไปจัดการละกัน เพราะว่า ในหมู่คนรู้จักก็มีผมคนเดียวที่ใช้ Mac เป็น และเคยลองๆกับเรื่องการทำไฟล์ แปลงไฟล์อะไรมาบ้าง ก็วางว่าวันอาทิตย์จะเข้าไปจัดการ


วันอาทิตย์ตื่นจากบ้านพี่ลุ่ยที่ Den Haag เดินทางไปที่ Delft ถึงบ้านเป็บตอนประมาณ 1030 กะว่า จะทำให้เสร็จภายในบ่ายโมง ไปส่งให้วัดภายในบ่ายสอง เข้าไปก็เริ่มด้วยการลองพยายามใช้ iDvd และพยายาม download โปรแกรม convert ไฟล์อีกครั้ง เพราะเหมือนที่พี่ตาเอามาก่อนหน้านี้มันหมดอายุ พยายาม convert ไฟล์อยู่พักใหญ่ ก็ยังไม่สามารถแปลงเป็น MPEG2 ซึ่งเป็นไฟล์ที่พี่ตาว่าเหมาะสม ได้เลย --“ มันบอกว่า Cannot get a resampling context ซึ่งไม่รู้ว่าตกลงแปลว่าอะไร 


นึกว่าเป็นเพราะว่า โปรแกรม convert หมดอายุ เลยซื้อมันซะเลย ประมาณ 24 ยูโร จัดไป ปรากฎว่า ยังไงก็ไม่สามารถแปลงไฟล์ไปเป็น MPEG2 ได้ เพราะปัญหามันไม่ใช่โปรแกรมหมดอายุ แต่ว่า มันแค่ไม่ได้เท่านั้นเอง


อ่อ ตอนนี้ต้องแนะนำตัวละครสำคัญในเรื่องอีกคน ก็คือน้องตาลนั่นเอง ซึ่งอยู่หอข้างๆห้องของน้องเป๊บเจ้าของห้อง (น้องเป็บกลับไทย) ...​เรื่องเริ่มตรงที่ พอผมไปถึงน้องตาลก็มาทักทาย หาน้ำท่าให้ (T_T ซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง) ทีนี้ พอจะลอง write แผ่นดู ปรากฎว่า แผ่นที่ได้มาจากพี่ตากลายเป้นแผ่นที่มีข้อมูลอยู่แล้ว ... ก็ได้น้องตาลนี่ล่ะ ที่บังเอิญเหลือเกินมีแผ่น DVD อยู่หลายแผ่นเลย ก็เลยเอามาทดลอง write  (แถมยังแบ่งข้าวเที่ยงให้ทานด้วย)


ตอนที่กำลังดูวีดีโอที่จะ write ลงไปก็พบด้วยว่า มีจุดผิดนิดหน่อยแต่สำคัญใน VDO จึงตัดสินใจที่จะแก้มันเสียเลย ก็ใช้เวลาไปอีกพักใหญ่ จนเรียบร้อย (ใช้ Adobe premier ได้เลยทีเดียว) 


กลับมาที่เรื่อง convert เนื่องจาก ผมเองเพิ่งเคยใช้โปรแกรม converter ที่เพิ่งซื้อมา ก็เลยพยายาม convert ไฟล์ .MOV ขนาด ๅ7 GB ให้เป็นไฟล์ ‘common video’ ที่มีให้เลือกหลายอย่างมาก แต่สุดท้ายปรึกษากับพี่ตาว่า ถ้าเกิดทำเป็น MPEG2 ไม่ได้ ก็ทำเป็น WMV ก็แล้วกัน ปรากฎไฟล์ลดจาก 17 GB เหลือ แค่ประมาณ 300 MB เท่านั้น แต่ว่า ภาพหยาบมากๆ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง และไม่แน่ใจว่าขนาดไหนถึงจะรับได้ ตอนนั้นมันเลทมากแลว ประมาณบ่ายสาม จึงรีบออกไปที่วัด Amsterdam ให้พระท่านดู (อีกครั้งต้องขอบคุณน้องตาลที่อุตส่าห์รอและให้พี่อาศัยจักรยานนั่งไปที่ Delft) 


เดินทางไปถึงวัด ท่านเจ้าอาวาสดูบอกว่ามันไม่ชัดเกินไป ให้ช้ากว่าวันนี้ก็ได้ แต่ขอให้ชัดกว่านี้ ... ก็เลยตัดสินใจว่า เอาวะ เอาให้มันเสร็จเรียบร้อยไป ... ตอนนั้น ห้าโมงครึ่งละ 


ปรากฎว่า กลับถึงห้องที่ทำงานอยู่ 1930 และไม่ได้ผ่านร้านค้าที่จะซื้อของกินใดๆเลยทีเดียว เลยขอมา่าในห้องเป๊บกินไปห่อนึง และก็น้องตาลอีกเช่นกันที่ เอากับข้าวจากบ้านแม่กลับมาฝาก (แต่ตรงนี้มีเรื่องสนุกอีก)


แผนตอนนั้นคือ จะลอง convert ไฟล์ MOV ที่ว่า ไปเป็นไฟล์ทุกแบบเลย เพื่อเช็คว่า แบบไหนเล็กพอ และชัดพอ จากนั้นจะใส่ใน iDvd แล้ว write เป็น DVD ดีๆไปเลย ... ลองอยู่จนได้ solution ตอนประมาณ 2220 ... ซึ่งก็คือ แปลงมันเป็น MOV แบบ HD แทน 1280x720 หรืออะไรนี่ล่ะ ... ชัดมาก และขนาดไฟล์อยู่ที่ 2.6 GB กำลังงามเลย


ก็นำสวดมนต์ตามกำหนดการในวิทยุออนไลน์ (ทุกวันพฤหัส และ อาทิตย์ 2230-2300) พอเสร็จ น้องตาลถึงห้องพอดี ก็ miss call มาให้ท่านข้าว ด้วยความวางใจ ก็เดินออกมา โทรบอกพี่ตาว่า ได้ Solution ละ ...


จนน้องตาลเดินมาเปิดประตู ...​เลยนึกได้ว่า  ... ไม่ได้เอากุญแจออกมาจากห้อง !!!! 


ตอนนั้นเมทเป๊บก็ไม่อยู่ตั้งแต่วันก่อนแล้ว ตาลก็ไม่มีเบอร์เมทเป็บ เมืองไทยยังดึกมาก ตาลช่วยเช็คในเว็บมหาลัยพบว่า ผู้ดูแลตึกก็ไม่มีกุญแจ ถ้าไม่โทรหาเมทเป๊บ ก็ต้องทุบกระจก หรือให้ช่างมาถอดกุญแจ ...​


ตอนนั้นมีแค่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น (กางเกงในด้วยอ่ะนะ) และโทรศัพท์มือถือ ที่เหลืออยู่ในห้องเป๊บ  ...​


ตอนนั้นรู้สึกซวย ระคน ขำ ... ก็นั่งขำอยู่กับตาลสองคน ว่าทำไมมันซวยอย่างนี้ สงสัยว่า เป็นเพราะเราเจอกันแล้วซวยหรืออะไร (เพราะตอนที่หัวชน LCD สัปดาห์ก่อน ตาลก็ไปด้วยแล้วก็ขำเหมือนกัน) ...ตาลก็สอนภาษาดัชต์ที่แปลว่า วันตลกๆ ให้


ตอนนั้นก็ส่งข้อความหาเป๊บ พี่ตาช่วยหาเบอร์คนเมืองไทยอีกแรง พอคิดว่าทำอะไรไม่ได้แล้วก็กินข้าวดีกว่า ตาลก็ไปลองกดกริ่งที่ห้อง เผื่อฟลุ๊กเมทอยู่หรือกลับมา ก็เงียบ แล้วจึงไปหาไขควงมาสองอันกะว่า ช่วยกันไขวงกบกระจก แล้วถอดกระจกออก ไปบิดลูกบิดข้างใน ... ตอนนั้นก็คุยกันขำๆว่า เออ เนี่ย ถ้าไขจนตัวสุดท้ายแล้วเมทกลับมาพอดีนี่คงขำเนอะ ตอนนั้นประมาณ 00.15 


กินข้าวเสร็จ สอนกีต้าร์น้องตาลนิดหนึ่ง จึงออกไปขันน๊อต ...


ปรากฎว่า วาจาสิทธิ์ มาก คือ ตอนไขน๊อตตัวสุดท้าย ไฟในห้องก็เปิดสว่างขึ้น เมทเป็บก็เดินออกมา บอกว่าเพิ่งกลับมา ...​เลยได้เข้าห้องโดยสวัสดิภาพ ... จริงๆว่าจาสิทธิ์ตั้งแต่ไปวัดรอบแรกละ เพราะว่านั่งรถไปกับตาลที่กำลังจะไปหาแม่ทีj Hoofdorp ว่า เราไม่เคยได้คุยกันนานๆนอกจอคอมเลยเนอะ พอจะได้คุยก็ได้อยู่นานเลย ...​ตอนแรกนึกว่าจะแค่นั่งรถไฟแล้วจบ ปรากฎว่า ต่อมาจนบัดนั้น 


ขำกันใหญ่ ... 


ก็เข้าไปจัดการทำเป็น MOV HD ขนาดต่างๆ เอาอันที่เสร็จแล้วไปลองห้องตาลซึ่งเป็น Window ตอนน้นตีสองครึ่ง


จากนั้นผมก็ไม่ไหวแล้ว ปล่อยให้คอมทำงานตัวเองไป ผมก็ไปหลับ ตื่นมาแปดครึ่ง ปรากฎว่า คอมดับไปไฟล์ convert ไม่เสร็จ ต้องทำใหม่ สุดท้ายออกตอน 1030 ปลุกตาลห้องข้าง เอากุญแจเป๊บไปฝากและคืนแก้วน้ำและเหยือกน้ำ เดินไป Delft Zuid รอรถไฟ นั่งไป Delft เพื่อจับรถไฟไปอัมสเตอร์ดัม รวมเวลาแล้วประมาณ 54 นาทีพอดี จาก 1030 --“ นานกว่า Rotterdam-Den Haag อีก


สุดท้ายไปถึงวัด 1230 กะว่า ลองแผ่น ได้ปั๊บ ก็กลับบ้านละ เย้! 


ปรากฎว่า ท่านเจ้าอาวาสติดญาติโยมอยู่ ผมก็เลยกินข้าว ปรากฎว่า ญาติโยมทุกข์ใจมาก ท่านก็ให้คำปรึกษา แล้วจึงสอนนั่งสมาธิ ได้ลองแผ่นตอนบ่ายสอง ปรากฎว่า ใช้ได้โอเค กับ  Mac และ Window แต่... ใช้กับเครื่องเล่น DVD ไม่ได้ --“ ... 


ตอนนั้นท้ออย่างแรง นึกไม่ออกจะทำยังไง ก็เลยลองดูจริงๆว่า DVD ที่ท่านซื้อมามันเป็นแบบไหน ปรากฎว่า ไปค้นดูเจอว่ามันเป็น Double Layor ซึ่ง ถ้ารู้ว่ามีอันนี้ก็จะทุ่นเวลาไปได้เยอะ เพราะจะสามารถทำงานกับ iDVD  ได้เลย ที่ผ่านมาทำไม่ได้เพราะมันบอกว่า เวลาของวีดีโอเราเกินขนาดที่หนึ่งแผ่นแบบ single layor จะรับได้ ...​ก็เลยทำการใช้ iDVD เพื่อ write แผ่น .... 


... เวลาที่คาดว่าจะเสร็จ .... 2 hours!!! ...​เลยพอ ออกไปซื้อขนมกับน้องที่วัด กลับมามันยังไม่เสร็จ ... ไม่รู้คิดยังไงฉุกคิดว่าอยากไปเช็คแผ่นอีกที ...​ปรากฎว่าพบว่า แผ่นที่ซื้อมานั้นเป็นแผ่น 2 แบบเลย มีทั้ง single และ double layor .. เลยไปเช็คว่า อันไหนมากกว่ากัน ปรากฎว่า ใน 80 กว่าแผ่นนี่เป็น double 1 ใน 3 เท่านั้นเอง ... =*= แล้วในเมื่อ iDvd มัน write แบบ single layor ไม่ได้ แล้วจะทำยังไงเนี่ย 


ตอนนั้นได้แต่คิดว่า ...เอาวะมันต้องมีทางแก้ดิ ... แต่นึกไม่ออก เลยขอท่านเจ้าอาวาสอาบน้ำที่วัด (ตอนนั้นวันจันทร์ประมาณ 1700 อาบน้ำครั้งสุดท้ายก่อนหน้านั้นคือเช้าวันอาทิตย์) ... ปรากฎว่าอาบน้ำแล้วคิดออก!!! ว่า

- ที่เล่นกับเครื่อง DVD ไม่ได้เพราะ ถ้าจะเล่นได้มันจะต้องเป็นการไรท์อีกแบบที่ไม่ใช่แค่ลากไฟล์ไปลงบนแผ่น 

- โปรแกรมที่ใช้ได้ก็คือ Toast Titanium ซึ่งมีในเครื่องตอนนี้ ... ตอนแรกที่ไม่ได้ใช้ ไม่ได้คิดถึง เพราะว่า เครื่องเป๊บไม่มี และตอนนั้นก็เอาไฟล์ออกมาไม่ได้ จากนั้นก็ลืมสนิทไปเลย 

- ฉะนั้นแผนก็คือ ... เอาไฟล์ MOV HD ที่มีในเครื่องนั้น write ลงแผ่นด้วย Toast Titanium ... น่าจะได้ อย่างน้อยกเป็นแผ่น dvd อาจจะไม่หรูแบบมีหน้า content แบบทำจาก iDvd แต่ก็ดูได้ละวะ 


ออกมาจากห้องน้ำด้วยใจสดใส ตอนนั้น iDvd ที่ทำไว้จะเสร็จพอดี ก็เลยกะว่า จะ write แผ่น double layor ด้วย iDvd ให้ทางวัด แล้ว write แผ่น single ด้วย Toast ...​ ลองเปิดดูกับ TV ภาพชัดเว่อๆ ชัดกว่า original อีก 


เสร็จแล้วจึงคิดได้ว่า ถ้าลองเอาโฟลเดอร์ของไฟล์ที่ export มาจาก iDvd (Video_TS) มา write ลงแผ่น single โดยใช้ Toast อาจจะทำได้ก็ได้ .... แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ลองเพราะต้องสวดทำวัดเย็นพอดี เป็นเวลา 1 ชม. โดยประมาณ ทำวัดเย็น และบทธรรมจักร


สวดเสร็จ ไรท์แผ่น ได้เรียบร้อยเป็นอันเสร็จ .... กว่าจะได้ --“ ...​คุยกับน้องที่ช่วยงานวัดขำๆว่า ก่อนนี้มีมารผจญมากเลย ตอนนี้มาทำที่วัด สวดมนต์บทยาว มารไปหมด ทำงานได้เสร็จโดยราบรื่นเลย


พอทำเสร็จแล้วมีความสุขมาก มีปิติในหัวใจเป็นอย่างยิ่ง แบบว่า ต้องขอบอกว่าดีใจมากถึงสามครั้ง ส่ง message บอกฝ้าย บอกพี่ตา บอกน้องตาล ว่าเสร็จแล้ว อนุโมทนาบุญกันด้วยคร้าบ :) ... ออกมานั่งรถเมล์ไปสถานี ไม่ต้องจ่ายเงินเพราะเครื่อง OV มันเสียพอดี ... 


... ไม่เคยเห็นดวงอาทิตย์ตกที่ชานชลา Amsterdam Centraal สวยขนาดนี้ เหมือนทำอะไรที่ดีมากๆเสร็จ และพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองและสิ่งดีๆต่อไปแล้ว 


ตอนนี้ 22.24  อยู่บนรถไฟตรงกลับไป Rotterdam CS กำลังผ่าน Delft และ Delft Zuid ... 


ขอพลังและความตั้งมั่นดังที่บังเกิดขึ้นในการทำภารกิจสองวันนี้ คงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนาน ให้เราสามารถร่ำเรียนได้จบปริญญาเอกอย่างดี เป็นอาจารย์ที่เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ทำคุณประโยชน์ให้วงวิชาการ สังคมไทย และสังคมโลกไปตลอดด้วยเถิด :) 


และขอแผ่บุญกุศลให้กับญาติมิตร เพือนฝูง ญาติพี่น้อง และผู้เกี่ยวข้องทุกๆคนด้วยเถิด



Blog EntryJul 16, '10 6:55 AM
for everyone

สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากเอาหัวไปฟาดกับ LCD TV ก็พบว่า จิตใจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างหาสาเหตุอธิบายไม่ได้


ที่ว่าเปลี่ยนแปลงนี่จะออกไปในแนวเวิ่นเว้อ อ่อนไหวและก้าวร้าวมาก โดยรวมคือไม่นิ่งโดยสิ้นเชิง concentrate ลำบาก แม้ว่าจะสวดมนต์ในวันพฤหัสแต่ก็รู้สึกว่าใจยังไงก็ไม่นิ่งอยู่ดี


ทีนี้เมื่อครู่ได้ทำการสวดมนต์ตามแนวทางของหลวงพ่อจรัญ คือ บทพุทธคุณ และพาหุง (พุทธชัยมงคลคาถา) และมหากรุณิโก (ชัยปริตร) พร้อมทั้งสวดมนต์วนบทพุทธคุณเท่ากับจำนวนอายุ + 1 (=28) แล้วจึงแผ่เมตตาและนั่งสมาธิสักครู่ 


รู้สึกชัดเจนขึ้นถึงความนิ่ง เหมือนกระแสการสั่นสะเทือนของเสียงยามสวดมนต์ ประกอบกับอำนาจอันเหนือการรับรู้ของบทสวดมนต์โดยเฉพาะ บทพุทธคุณที่เชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก ได้ทำหน้าที่ตบแต่งให้จิตใจมีความสงบนิ่งมากขึ้นกว่าเดิมมาก และพร้อมจะดำเนินชีวิตต่อไป


ระหว่างสวดก็มีเกิดความคิดผุดขึ้นมาด้วยเช่นกันว่า จริงๆเวลาเราสวดพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณ ไม่ควรจะสวดอย่างเดียว ควรจะทำตามแบบอย่างน้ันด้วย กล่าวคือ 


พยายามพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ผู้ตื่นอยู่เสมอด้วยการมีสติ มีความรู้ และมีกริยาการปฏิบัติตนที่เหมาะสม มีความรู้ความสามารถ 

พยายามใฝ่หาความรู้มาใส่ตน ทั้งทางธรรมและทางโลก ชวนผู้อื่นมารู้ธรรมดีๆ ความรู้ดีๆ 

พยายามปฏิบัติดี ปฏิบัติให้ตรง ทำอะไรก็ทำด้วยปัญญา ทำอะไรก็ทำให้เหมาะสม 


ยิ่งนับวันก็ยิ่งเห็นความสำคัญของการสวดมนต์มากขึ้นทุกๆที เป้นเหมือนอาหารจิตอาหารใจจริงๆ เวลาที่ขาดไปเหมือนจิตใจขาดวิตามิน จะทำงานไม่ได้ตามที่ควรจะเป็น ขาดกำลังวังชาที่จะโฟกัสและออกแรงใจยึดและทำสิ่งที่ถูกที่ควร และตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งเร้าและปฏิกิริยาทางกายของเราได้โดยง่าย การสวดมนต์จะช่วยทำให้ใจมีกำลังในการทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ไหลไปตามกิเลส มีกำลังสติให้เห็นความเป็นไปของตนเองและโลกได้ 


ขอให้ความตื่นรู้อยู่กับผู้อื่นทุกๆคนครับ :) 


Blog EntryJul 15, '10 2:02 AM
for everyone

ทุกๆอย่างต่างตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งสิ้น


เหตุใดเราจึงต้องวุ่นวาย ไขว่คว้า ครอบครอง กอดรัด สิ่งที่อย่างไรเสียก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่แล้วให้วุ่นวาย ? ทำไมจะต้องทะเลาะกัน โกรธกัน เบียดเบียนกัน เพื่อคงไว้ หรือได้มาซึ่ง สิ่งที่เราอยากได้ อยากครอบครอง รักษาไว้ หรือกำจัดเสียซึ่งสิ่งอันไม่พึงประสงค์ ? โดยกลไกมันก็จะค่อยๆเสื่อมไป หรือถ้าเรารู้เหตุปัจจัยเราอาจจะพอรักษามันไว้ได้หรือทำให้มันหายไปได้เร็วขึ้นได้  


อย่างไรเสีย ถ้าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้คุ้มค่าที่จะกอดรัดคุ้มครองครอบครองเอาไว้แล้ว อะไรคือสิ่งที่สำคัญ ? อะไรคือ สิ่งที่ควรทำ ​? 


แท้จริงแล้ว เพราะทุกอย่างอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ และทุกขังเป็นประการหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆคือความบีบคั้นอันเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง บีบคั้นเพราะใจ/กายยึดติดกับสภาพเก่า การบีบคั้นจากการสูญสลายจากสภาวะเก่านั้นเป็นทุกข์ อย่างไรเสียเราก็ทุกข์อยู่แล้ว 


แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ ตามที่มันเป็น เราก้จะทุกข์แต่กาย ไม่ทุกข์ใจ


ถ้าเราปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับธรรม เราก็จะไม่ทุกข์ใจ ไม่ทำให้คนอื่นทุกข์ ไม่ทำให้สิ่งอื่นทุกข์ ซ้ำยังอาจจะเป็นปัจจัยทำให้สิ่งอื่นเจริญงอกงามอีกด้วย แม้กระนั้นการเปลี่ยนแปลงทางกายย่อมเกิดขึ้นเสมอ 


นี่เกี่ยวข้องกับกฎแห่งกรรมด้วย ถ้าเราไปเบียดเบียนคนอื่น คนอื่นก็จะเบียดเบียนเราตอบ นอกจากทุกข์ตามกฎไตรลักษณ์ ยังมีทุกข์จากกรรมที่ทำไว้อีก เพราะเห็นผิด ไม่เห็นไตรลักษณ์ ไม่ตระหนักถึงไตรลักษณ์ 


แต่ไตรลักษณ์จะเห็นได้ก็เมื่อมีสมาธิ มีสติ จึงจะใช้ปัญญาได้


ท้ายที่สุด เป้าหมายปลายทางคือความสงบ ความสงบมีอยู๋แล้วในธรรมชาติ ท่านพุทธทาสบอก เราไปทำอะไรที่ผิดธรรมชาติเองมันเลยไม่สงบ 


ง้้นแม้สิ่งต่างๆในโลกเปลี่ยนแปลงไปตลอด ไม่มีสิ่งใดควรคู่ไขว่คว้า เราก็ใช้สังขารนี้ทำประโยชน์แก่โลกให้มาก สร้างภาระให้โลกน้อยๆ และทำใจให้ผ่องใสเถิดเพื่อจะได้มีปัญญาทำสิ่งดีๆ 





MusicJun 4, '10 6:40 PM
for everyone
how do we know? Chol Bunnag's Album Chol Bunnag 

การศึกษามักจะเป็นผู้ต้องหาของหลายๆปัญหาในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบัน แต่ว่า ผมก็มานั่งถามตัวเองว่า ตรงไหนของการศึกษาไทยกันแน่ที่นำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน ผมตั้งใจที่จะลิสต์ปัญหาของการศึกษาไทยที่เป็นเหตุของปัญหาทางการเมืองในปัจจุบันบางประการ เผื่อว่าจะทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่า ผู้ต้องหาของเรามีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไรบ้าง และเราควรทำอย่างไรกับมัน

พฤติกรรมการรับและ จัดการข้อมูลที่ได้มา และการแสดงความคิดเห็น

เพื่อจะให้เห็นว่า การศึกษาส่งผลต่อปัญหาการเมืองไทยอย่างไรนั้น ผมได้ลองทบทวนและสังเกตุพฤติกรรมการรับสารและจัดการกับข้อมูลต่างๆที่ได้มา รวมถึงการแสดงความคิดเห็นจากเวทีต่างๆ ทั้งจากการพูดคุยธรรมดา และบน facebook โดย โฟกัสเฉพาะกลุ่มที่มีความคิดเห็นรุนแรง เป็น Hardcore ของสีต่างๆ ระดับที่ไปเข้าร่วมการชุมนุมด้วยใจที่ศรัทธาในสีนั้นๆอย่างเต็มเปี่ยม พร้อมสละชีพเพื่อสีนั้นๆ หรือ/ และริเริ่มกิจกรรมต่างๆบน facebook หรือนอก facebook ในแบบที่ออกแนวรุนแรง ใช้วาจาหยาบคายดาทอกัน พบว่า

ประการแรก คนจำนวนหนึ่ง (โดยเฉพาะที่เป็น Hard Core ของสีต่างๆ) เมื่อฟังข้อมูลต่างๆมาจากแกนนำสีนั้นบนเวทีปราศรัย ถ้าฟังดูมีเหตุมีผลก็จะเชื่อทันที และหากแกนนำให้แนวทางในการตอบโต้ข้อถกเถียงของฝ่ายตรงข้ามแล้ว ก็จะเชื่อแกนนำอย่างมาก (เช่นการใช้วาทกรรม ...เทียม , อีกฝ่ายสร้างสถานการณ์ , เรายกคนจำนวนมาก (นับพัน) ไปชุมนุมที่สถานที่ ก นั้นไม่ผิด เพราะเค้าปิดทำการของเขาเอง เราไปเฉยๆ เป็นต้น) และจะใช้เหตุผลชุดนี้ในการตอบโต้ฝั่งตรงข้าม

ประการที่สอง อีกหลายๆคน กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ(คนในหมู่คนเล่นเกมส์ หรือวงการดูบอลอาจใช้ศัพท์คำอื่น ) ด้านเศรษฐกิจการเมืองสังคมไปในทันทีเมื่อเริ่มด่าฝ่ายตรงข้าม หรือเชิดชูฝ่ายตนเอง เช่น รัฐบาล ท. กู้เศรษฐกิจชาติ, เพราะพวก อำมาตย์มันทำให้ประเทศเราไม่เจริญ เป็นต้น

ประการที่สาม เมื่อรับข้อมูลมาแล้วมักมีอารมณ์ โดยเฉพาะถ้าเป็นประเด็นที่ Sensitive เกี่ยวกับสถาบันฯ หรือข้อมูลเหล่านั้นเจือปนด้วยอารมณ์รุนแรง เช่นข้อมูลที่รับมาจากเวทีปราศรัย จนอารมณ์พวกนั้นบดบังความจริงอื่นๆไปหมด จนนำไปสู่อารมณ์ที่รุนแรง หรือข้อมูลเหล่านั้นดูหมิ่นสถาบันอันเป็นที่เคารพรัก และยอมไม่ได้ ต้องกระทำการตอบโต้

อาการ 3 ประการข้างต้น ผมเชื่อว่า เป็นสิ่งที่ทำให้การทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆในสังคมเป็นไปได้ยาก เกิดความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดในเรื่องต่างๆในวงกว้าง และนำไปสู่ความรุนแรงในวงกว้างได้ง่ายๆ ดังที่เราเห็นจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในสังคมจริงๆและสังคมออนไลน์

ในความเป็นจริง ก็มีคนอีกจำนวนมากที่ตอบสนองต่อข้อมูลที่เกิดขึ้นจากสถานการณืเหล่านี้ในแบบอื่นๆ เช่น พยายามทำความเข้าใจ โดยพยายามเอาอารมณ์ออกจากสารที่ส่งมา พยายามเข้าใจ “เหตุ” แห่งพฤติกรรมทั้งหลาย ประมวลผลประสบการณ์ต่างๆด้วยความรู้ทางสังคม/เศรษฐกิจ/การเมือง ที่ตนศึกษา หรือ พยายามเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาต่างๆที่สร้างสรรค์ และไม่สร้างปัญหาเพิ่ม (อันนี้หมายถึงกลุ่มที่บิด campaign ของเสื้อแดงตอนเอาเลือดเท ไปเป็นอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ และอีกหลายกรณี) เป็นต้น ส่วนนี้ผมเห็นว่าไม่เป็นปัญหา เพราะเขาสามารถคิดและเข้าใจสถานการณ์ต่างๆได้เอง และมีแนวโน้มที่จะคิดหาวิธีการตอบสนองต่อปัญหาเหล่านี้อย่างสร้างสรรค์ หรือไม่สร้างปัญหาเพิ่ม

คนที่ออกแนวงงๆ ไม่รู้ว่าตกลงเรื่องไหนจริงเท็จ อะไรคือสิ่งที่ควรจะเป็น จนเครียดนอนไม่หลับหลายคืนก็มี ส่วนนี้ดูไม่เป็นปัญหา เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ออกไปสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น จะมีปัญหาก็แค่อาจจะเครียดจนเสียสุขภาพ

การศึกษาน่าจะเกี่ยวอะไรอย่างไรกับปัญหาข้างต้น

เมื่อลองคิดๆดูเกีย่วกับว่า การศึกษาน่าจะส่งผลต่อปัญหาข้างต้นอย่างไรบ้างนั้น ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ

ประการแรก ผมคิดว่าคนไทยไม่ได้ถูกสอนให้ตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรารับรู้มานั้นจริงหรือไม่ และไม่ได้สอนวิธีรับมือ ประเมินและจัดการข้อมูล /ความร้ ที่ได้มา โดยมากมักจะยึดชุดความรู้ชุดแรกเป็นหลัก และใช้ความรู้ชุดแรกนั้นเป็นตัวประเมินข้อมูลชุดอื่นที่เข้ามาภายหลังโดยไม่ค่อยได้ตั้งคำถามกับข้อมูลชุดแรกที่ได้มา

คนบางกลุ่มอาจจะไม่ยึดชุดความรู้ชุดแรก เพราะอาจจะไม่เคยสนใจ หรือรู้สึกว่าใครๆก็รู้กัน แต่จะยึดชุดข้อมูลที่ตนรับรู้มาและแตกต่างจากคนอื่น แทน ซึ่งถ้าหากคนที่ยึดมั่นในชุดแรกก็อาจจะปฏิเสธชุดนี้ แต่หากไม่ยึดมั่น หรือมีคนกระตุ้นให้ตั้งคำถามจนเคลือบแคลงสงสัย ก็พร้อมจะจับยึดความรู้ชุดใหม่ที่ฟังดูน่าเชื่อถือนั้นแทนและปฏิเสธความเชื่อชุดแรกไปเลย

การศึกษาเราสอนให้คนเรียนรู้ชุดความรู้ที่มีอยู่แล้วให้มากที่สุด โดยไม่ตั้งคำถามกับมันเท่าไหร่ ยิ่งจำมากก็ยิ่งดี ทำข้อสอบได้คะแนนดี หรือถ้าตั้งคำถามก็มักไม่ได้คำตอบ หรือถูกบอกไม่ให้ถามแทน เพราะอาจารย์เองก็ไม่เคยตั้งคำถามหรือค้นคว้าในเรื่องนั้นๆเหมือนกัน ในขณะเดียวกัน แม้แนวคิดเรื่องการศึกษายุคใหม่จะกระตุ้นให้เด็กสมัยใหม่ “คิด” ก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ให้ “วิธีคิด” มาด้วย ประหนึ่งว่าวิธีคิดนี้จะผุดบังเกิดขึ้นเอง ซึ่งก็จริง ที่มันผุดบังเกิดขึ้น แต่มันช่างสะเปะสะปะ ไร้ทิศทางเหลือเกิน

แต่ที่เห็นเกิดขึ้นน้อยก็คือ วิธีคิดที่จะทำให้เราสามารถประเมินด้วยตัวเองได้ว่า สิ่งไหนจริงควรเชื่อถือ สิ่งไหนไม่ควรเชื่อถือ หรือควรจะวางใจวางความคิดกับข้อมูลแต่ละชุดอย่างไร เราไม่เคยถูกสอนว่าควรจะตอบคำถาม หรือถกเถียงอย่างมีเหตุมีผลอย่างไร อาจจะมีแฝงอยู่เวลาต้องเรียนเกี่ยวกับการโต้วาที แต่ก็ถูกให้ความสำคัญน้อยมาก อีกอย่างที่เห็นเกิดขึ้นน้อย คือ วิธีคิดที่จะทำให้เรามองภาพรวมได้ชัดๆ เห็นทั้งข้อดี ข้อเสีย และประเด็นที่น่าสนใจ (ยังสรุปไม่ได้ว่าดีหรือเสีย) วิธีคิดที่จะทำให้เรามองปัญหาต่างๆอย่างสร้างสรรค์ มองคนอื่นในแง่บวกและพร้อมที่จะถกเถียงกับเขาอย่างสร้างสรรค์ และนำไปสู่ทางออกที่ดี

ผมคิดว่า ปัญหาในการศึกษาข้อนี้ส่งผลอย่างมากต่อ ลักษณะของปัญหาในการจัดการข้อมูลข่าวสารที่กล่าวไปในหัวข้อก่อน ในประการแรกโดยตรง และประการที่สามในแง่ที่ว่า การแสดงออกของคนที่มีอารมณ์จะส่งออกไปในแนวรุนแรงมากกว่าสร้างสรรค์

ประการที่สอง การศึกษาให้ความรู้คนเพื่อออกไปทำงานหาเงิน แต่ไม่ได้ให้ความรู้คนเพื่อออกไปเป็นพลเมือง (Citizen)

ผมเข้าใจว่าคำว่าพลเมือง ผูกพัน กับประชาธิปไตยค่อนข้างมาก ประชาธิปไตยในที่นี้คือระบบการเมืองที่ประชาชนมีอำนาจอธิปไตยในการปกครองตนเอง พลเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ผมเข้าใจนั้น เป็นสมาชิกของเมือง ที่มีสิทธิพื้นฐานในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในทางการเมือง คือ สามารถเลือกผู้แทน ที่จะเป็นตัวแทนความคิดของเขาเกี่ยวกับทิศทาง และแนวทางการบริหารประเทศ เข้าไปอยู่ในสภา เพื่อให้ผู้แทนไปบริหารประเทศแทนเขา

แต่ในปัจจุบัน ผมค่อนข้างมั่นใจว่า คนที่เรียนจบระดับอุดมศึกษานั้น มีความเชี่ยวชาญในสาขาของตนจริง แต่ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเศรษฐกิจสังคมการเมืองของประเทศมากนัก วิชาพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ กฎหมายและสังคมศาสตร์อื่นๆนั้น โดยมากไม่ได้ออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์เพื่อให้คนเข้าใจสังคม แต่เข้าใจทฤษฎีในสาขานั้นๆเพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนที่สูงขึ้นไป แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเรียนแค่พื้นฐาน และก็ยังไม่เข้าใจเศรษฐกิจสังคมการเมืองอยู่ดี หรือจบไปก็ลืมเพราะไม่ได้สนใจจะจำอยู่ตั้งแต่ต้น

ฉะนั้นท้ายที่สุดคือ ไม่ว่าจะชาวนาหรือคนจบปริญญาตรี ก็ไม่มีความรู้ที่จะเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอยู่ดี อย่างไรก็ดี คนที่จบปริญญาตรีก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะหาความรู้เพื่อเป็นพลเมืองได้อยู่เนื่องจากสามารถในการอ่านออกเขียนได้ที่มากกว่า และมีความสามารถในการเข้าถึงสื่อต่างๆที่มากกว่า ถึงกระนั้น เขาก็ยังอาจจะมีปัญหาในการทำความเข้าใจกับข้อมูลข่าวสารต่างๆอยู่ดี เพราะขาดกรอบความคิดทฤษฎี ในการทำความเข้าใจ

มิใช่เพียงคนที่เรียนกระทั่งคนที่เรียนสาขาอื่นนอกจากสายสังคมศาสตร์ ...​ผมเองสงสัยว่าคนที่จบปริญญาตรีสาขาสังคมศาสตร์มีความเข้าใจหรือสนใจที่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมืองพอที่จะเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

จุดนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องสำนึกพลเมือง ซึ่งน่าสนใจว่ามีการศึกษาระดับไหนหรือไม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ที่แน่ๆกิจกรรมนอกห้องเรียนจำนวนมาก ก็มีจุดมุ่งหมายที่จะกระตุ้นสำนึกเหล่านี้อยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ดี มันไม่ชัดเจนเท่าไหร่ว่า มีการสนับสนุนผ่านระบบการศึกษามากน้อยแค่ไหน

ประการที่สาม การศึกษาไม่ได้สอนให้คนมีสติ แต่ไปฝากเรื่องนี้ไว้กับศาสนา ซึ่งศาสนาเองก็เข้าถึงคนได้ลาำบากอยู่แล้ว

“สติ” คือการรู้ตัว รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ คิดอะไร รู้สึกอะไรอยู่ การรู้ตัวในศาสนาพุทธนั้นก็เพื่อให้เราเท่าทัน ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทันตัณหา ราคะในตัวเรา ทำให้เราไม่ลืมที่จะมองสิ่งที่เป็นจริง ทำในสิ่งที่มีเหตุผล สิ่งที่ควรทำ เพื่อความไม่เบียดเบียนตนเอง และคนอื่น สติเป็นสิ่งที่ต้องฝึก ถ้าฝึกมากก็จะตามตนเองทัน เรื่อง สตินี้เชื่อมโยงกับปัญหาข้อที่ 3 อย่างชัดเจน

เรื่องสติ และการฝึกสตินี้ มิได้รับความสำคัญจากระบบการศึกษาทางการเท่าใดนัก ถ้ามีก็จะอยู่ในวิชาพระพุทธศาสนา หรืออาจจะอยู่ในรูปของการพานักเรียนปฏิบัติธรรมประจำปี หรือบวชภาคฤดูร้อน ซึ่งเป็นเรื่องตามความสมัครใจ

อย่างไรก็ดี เมื่อยิ่งโตขึ้น เข้ามหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้ก็หายไป เด็กส่วนใหญ่มักเบนไปเข้าเรื่องที่ทำให้ขาดสติเสียมาก ฉะนั้นอาจจะไม่แปลกก็ได้ที่เราเห็นคนจำนวนมากขาดสติในสถานการณ์แบบนี้

ผมว่าตรงนี้ยังเป็นโจทย์ที่เปิดกว้างว่าเราจะหาทางทำให้ระบบการศึกษาช่วยพระพุทธศาสนาทำให้คนมีสติได้อย่างไร

นอกจากนี้จริงๆแล้วเรื่องสติ ไม่ใช่เรื่องที่ผูกติดกับพิธีกรรมทางศาสนาพุทธที่เกี่ยวกับรูปเคารพใดๆ จึงคิดว่าน่าจะสามารถมีวิธีการเผยแพร่ไปยังศาสนาอื่นๆ โดยไม่ยึดติดกับความเป็นศาสนาพุทธ แต่มุ่งให้คนทั้งหลายมีสติ แต่วิธีการก็ยังคงเปิดกว้างให้ได้คิดกันต่อเช่นกัน

ข้อสรุปและประเด็นอื่นๆ

โดยสรุปคือ ปัญหาการศึกษาที่ดูจะเป็นรากเหง้าของปัญหาการเมืองไทยในปัจจุบันน่าจะมี 3 ส่วนหลักๆคือ 1. การศึกษาไม่ได้สอน “วิธีคิด” ให้กับผู้เรียน วิธีคิดทั้งในแง่ที่ใช้ในการจัดการและแยกแยะตรวจสอบความจริงและเข้าใจโลก และในแง่ที่ใช้ในการตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารและปัญหาที่เข้ามาในชีวิต 2. การศึกษาไม่ได้สอนให้คนเป็นพลเมือง ไม่ได้ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจ/สังคม/การเมือง ในประเทศ และไม่ได้สอนให้คนตระหนักถึงการมีจิตสำนึกพลเมือง 3. การศึกษาไม่ได้ส่งเสริมให้คนมีสติ ทั้งๆที่สติจะเป็นฐานในการให้คนใช้เหตุผล ในทางที่ไม่เบียดเบียนตนเองและคนอื่น

ประเด็นเหล่านี้หากมองเผินๆ ไม่ใช่ประเด็นใหม่ คนที่อยู่ในวงการศึกษาคงได้ยินการเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ได้ บางทีปัญหาการเมืองปัจจุบันอาจจะเป็นผลของระบบการศึกษาที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยในอดีตละกระมัง และวันนี้ผมคิดว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นตัวตอกย้ำให้เห็นว่า หากสิ่งเหล่านี้ยังไม่ถูกแก้ เราอาจจะมีปัญหาการเมืองที่ไม่รู้จบแบบนี้ไปเรื่อยๆก้ได้

นอกเหนือจากประเด็นข้างต้นที่เจาะลึกลงไปในส่วนที่เป็นเนื้อหาในระบบการศึกษาแล้ว ยังมีการวิจัยอื่นๆ ซึ่งเพื่อนคนอื่นอาจจะให้รายละเอียดได้ดีกว่า ที่บ่งชี้ว่า มิใช่แค่คุณภาพการศึกษาเท่านั้นที่สำคัญ แต่การกระจายของการศึกษาก็สำคัญไม่แพ้กัน นอกจากนี้พฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารของคนแต่ละภาคก็ยังต่างกัน อีกด้วยซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวสื่อเอง และปัจจัยอื่นๆเช่น ระดับรายได้ เป็นต้น อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ก่อนที่ระบบการศึกษาของเราจะก้าวไปถึงจุดที่กระจายไปถึงคนทุกคน อย่างน้อยเราควรจะทำให้กลุ่มที่เข้าถึงระบบการศึกษาได้จริง ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพมากพอที่เขาจะจบไปมีอาชีพการงานที่ดี ช่วยนำพาประเทศในทางเศรษฐกิจ และจบไปเป็นพลเมืองที่ดี ช่วยนำพาประเทศไปในทางการเมืองได้

สำหรับเรื่องแนวทางแก้ไข ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันคิดกันทำต่อไป และจะไม่รวมอยู่ใน Note นี้เพราะมันจะยาวเกินไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ แม้จะมีคอร์ส หรือวิชา หรือโครงการที่มุ่งจัดการกับปัญหาต่างๆข้างต้น แต่ก็อาจจะไม่ได้รับความนิยม (ไม่มี demand) มากนัก และไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควรจากผู้บริหารสถานศึกษา จึงทำให้ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ แต่ผมคิดว่าหลังจากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วง 4-5 ปีนี้ สังคมจะมีความต้องการในสิ่งเหล่าน้ีมากขึ้น อันจะเป็นโอกาสที่เราจะรับการตอบรับเป็นอย่างดี หากเราสามารถคิดและนำเสนอโครงการที่ช่วยแก้ไข หรือเติมเต็มระบบการศึกษาที่กล่าวข้างต้นได้


ได้คุยกับน้องคนนึง เกี่ยวกับผลของการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแบบนี้ครับ เห็นว่าเป็นประโยชน์จึงนำมาแบ่งปันกัน 


--------------


Siriluck Songsri says:

and my work is still not done.. sometimes i think what does it matter what i'm doing anyway..comparing to other issues.. - -" but it's not right to think this way..my responsibility right now is to educate myself jing jing



01:19 AM Chol says:

indeed indeed..

unless u really see the benefit of leaving your duty... stick to it.

what we're doing matters one way or another, now or in the future... nothing is waste.

but it is surely not good if we don't do what we have to do now.

!!

so, the bad consequence is realized immediately if we abandon our post... whereas it is only possibility, very low one, if we stick to our duty...

good consequence is realized immediately, in the form of psychological rewards or grades, when we finish what we have to do.

whereas it is only a possibility that good thing would happen if we leave our post.

btw, mastering ourselves is always good na... coz when we have a good intention we can use the skills that we master and perform it best.


คนเรานี้มี Impulse หรือแรงกระตุ้นข้างในกับหลายๆเรื่องเลยเนอะครับ


มันจะกระตุ้นให้เราอยากทำโน่นทำนี่ โดยบางทีเราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ 


ถ้าเราลองเอาสิ่งที่เราอยากได้ออกไป มันจะเห็น impulse นี้ชัดมาก 

เช่น ถ้าปกติเวลาเครียดแล้วชอบดู Youtube ลองเอา IE หรือ Firefox ไปไกลๆ 

แล้วเราจะเห็นเลยว่า เวลาเราเครียดแล้ว เราจะไปเปิดมันโดยอัตโนมัติ 

แต่คราวนี้เราจะรู้ตัวเพราะว่ามันไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว 


ถ้าลองทำดู เมื่อรู้ตัวให้ลองดูตัวเองในขณะนั้น เพราะ impulse มันจะยังเหลือแรงให้เราเห็นอยู่

แต่ที่น่าสนใจ เหมือนคำพระท่านว่าก็คือ พอเรารู้ตัวปั๊บ และดู impulse ที่ว่านี้ เราจะเห็นมันค่อยๆลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ 


ผมว่า Impulse พวกนี้ ทำให้คนทั้งหลายเป็นไปตามกรรม 


ถ้าเรารู้ทัน เรา impulse ของตัวเอง ... และหายใจลึกๆเพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ภาวะปัจจุบัน และถามตัวเองอะไรควรทำ แล้วทำอย่างนั้น  อาจจะทำให้เราได้ทำสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำที่สุดก็ได้


Title: ทำไมเราถึงควรกังวลกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายใน Facebook อันเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ?


** หมายเหตุ: ผมมีความศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เป็นคนที่สีค่อนไปทางเหลือง (หากแบ่งแบบหยาบๆ)  และผมเห็นว่าการแสดงความคิดเห็นต่างๆควรจะรู้กาละเทศะ และไม่ดูหมิ่นสิ่งอันเป็นที่เคารพรักของคนอื่น  บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อแสดงความกังวลและอยากชี้ให้เห็นถึงความอันตรายของความเกลียดชังที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ (หรือเปล่า) ในเครือข่ายทางสังคม Facebook  ซึ่งอาจจะขยายตัวไปเป็นความรุนแรงในสังคม จนอาจทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สงบสันติได้อีก...



ช่วงนี้เป้นช่วงที่มีการประท้วงของพวกเสื้อแดง รวมถึงมีการถ่ายทอดสดการเจรจาของเสื้อแดงกับรัฐบาลผ่านทางสื่อ การที่เสื้อแดงซึ่งแทบทั้งหมดเป็นคนนอกคนชั้นกลาง หรือนอกกรุงเทพฯมาชุมนุมในกรุงเทพฯและทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดและบ้านเมืองสกปรก และการถ่ายทอดสดการเจรจาผ่านสื่อ เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้คนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครเกิดการตื่นตัวในทางการเมืองและสังคมอย่างมาก ทั้งในแง่ที่เป็นห่วงบ้านเมือง และความรำคาญอย่างถึงที่สุด 


บางคนอาจจะมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการเรียนรู้ของสังคมในการพัฒนาตนเองไปสู่สังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งอันนั้นผมก็เห็นด้วย แต่ผมคิดว่า ปัจจุบันมันมีการพัฒนาอีกฝั่งนึงซึ่งเป็นด้านลบและสะสมความเกลียดชังให้เพิ่มเข้าๆจนอาจจะกลายเป็น “โศกนาฎกรรมสยาม” ที่ย้อนรอยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาปี 1994 หรือ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในกรุงเทพมหานคร ก็เป็นได้ และระยะทางไปถึงจุดนั้นก็เริ่มใกล้เข้ามาอย่างชัดเจนขึ้นอีกก้าวหนึ่งเมื่อความเกลียดชังนี้ได้เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนและactive ขึ้นใน facebook  ซึ่งจริงๆแล้วผิดกฎกติกาของ Facebook เองอย่างชัดเจน


ทำไมผมถึงมีความกังวลเรื่องนี้ มีเหตุผล  3  ประการครับ


ประการแรก การชุมนุมของเสื้อแดง หากเทียบกับเสื้อเหลือง ผมเชื่อว่า คนกรุงเทพฯมองผู้มาชุมนุมเสื้อแดง “เป็นอื่น” มากกว่า พวกเสื้่อเหลือง ในการชุมนุมเสื้อเหลืองนั้น ในครอบครัวคนกรุงเทพฯผมเชื่อว่าต้องมีสักคนที่คลั่งไคล้และสนับสนุนเสื้อเหลืองเป็นอย่างมาก ฉะนั้น แม้ว่าจะรำคาญใจหรือว่า เห็นต่าง เค้าก้ยังคงเป็นคนในครอบครัวของเรา เป็นเพื่อนของเรา 


แต่กรณีเสื้อแดงนั้นต่างไป สิ่งที่คนกรุงเทพฯรับรู้คือ เค้าเป็นคนต่างจังหวัด ไม่มีการศึกษาหรือความศรัทธาจริงๆ รับเงินมา ร่วมชุมนุม แม้จะไม่ได้คิดออกมาเป็นคำพูด แต่ถ้าพูดถึงระยะห่างจากตัวเองย่อมห่างจากครอบครัวเป็นอันมาก ห่างจากการเป็นคนกรุงเทพฯเป็นอันมาก


 และเมื่อผนวกรวมเรื่องที่เสื้อแดงมักดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์และองคมนตรี คนเหล่านี้สำหรับคนกรุงเทพฯที่สนับสนุนสถาบันฯ ช่างหากจากความเป็นคนไทยไปเสียเหลือเกิน


 ยิ่งตอนนี้สื่ออย่าง Manager หรือในเว็บบอร์ด หรือ page ที่เป็นสายสนับสนุนสถาบัน/เสื้อเหลือง/ต่อต้านทักษิณ  เริ่่มมีการใช้ศัพท์เรื่องคนเสื้อแดงว่า หางแดง หรือบางคนใช้คำที่ต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ไปมากขึ้นทุกทีๆ จนกลุ่มคน hardcore ในกลุ่มเหล่านี้ ผมเชื่อว่า เริ่มจากมองกลุ่มคนเสื้อแดงหรือคนที่หมิ่นสถาบันฯ ไม่ใช่คนมากขึ้นทุกที


การมองว่าคนอื่นเป็นอื่น ไม่ใช่พวกเดียวกัน หรือกระทั่งเผ่าพันธุ์เดียวกันนี่เป็นเหตุให้คนทั้งหลายฆ่ากันมานักต่อนักแล้วในประวัติศาสตร์โลก


ประการที่สอง เรื่องนี้น่ากังวลเพราะคนสามารถมีส่วนร่วมกับการกระทำที่รุนแรงต่อคนอื่นเร่ิมจากทางวาจา ได้ง่ายขึ้น ผ่านเครือข่ายทางสังคม (Social Network) เช่น Facebook เป็นต้น  ก่อนหน้านี้ความรุนแรง หรือผู้คนที่เราอยากจะทำรุนแรงด้วยเขาอยู่ในสือ เค้าออกไปชุมนุมกับพวกเค้าซึ่งถ้าเราไปทำอะไรเค้าตรงนั้นก็คงยากที่จะรอดกลับมาแบบยังมีสุขภาพสมบูรณ์ แต่การกระทำความรุนแรงผ่าน social network นี้ง่ายกว่ามาก เหมือนนั่งอยู่กับบ้านแล้วกดปุ่่มบน mouse ยิงระเบิดใส่คนผู้เราอยากจะทำร้าย ด้วยวาจา ...ง่ายๆอย่างงั้นเลย ซุ่มโจมตีอยู่ที่มุมหนึ่งของ Network  ที่น่ากลัวคือ วงแบบนี้เริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จำนวนคนเพิ่มในอัตราเร่ง ผ่าน function ของ social network เหล่านี้ ความรุนแรงก็กระจายผ่าน function เหล่านี้เช่นกัน  


อะไรจะเป็นสิ่งที่รับประกันว่า ความรุนแรงเหล่านี้จะไม่แปรกลายเป็นความรุนแรงจริงๆนอกอินเตอร์เน็ต ? ผมนึกไม่ค่อยออกเหมือนกัน แต่ผมรู้ว่า มันเป็นการสะสมความเกลียดชังให้มากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเราสามารถส่งผ่านความเกลียดชังไปได้ ความคึกคะนองของการที่สามารถส่งความเกลียดชังไปยังคนที่เราเกลียดผมว่ามันยิ่งเพิ่มความเกลียดชังให้มากขึ้นไปอีก และยิ่งคนเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงกันได้โดยง่ายผ่าน Social Network การกระทำการใดๆในโลกความจริง เช่นนัดหมายกันไปทำอะไรต่างๆ ย่อมเป็นไปได้โดยง่าย สำหรับผมแล้ว การที่ความรุนแรงเหล่านี้จะออกไปนอกอินเตอร์เน็ตนั้นช่างง่ายดายนัก และยากที่จะหยุดยั้งได้


ตัวอย่างหนึ่งจาก facebook คือ ขณะนี้มี page หนึ่งที่ผมมีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง คือ page ชื่อ Social Sanction -ยุทธการณ์ลงทัณฑ์ทางสังคม  (http://www.facebook.com/pages/Social-Sanction-yuthhkar-lng-thh-thang-sngkhm/108738429154376?ref=mf)  สิ่งที่ page  นี้ทำก็คือการ “ตามล่า คนที่หมิ่นสถาบันฯ มาเสียบประจาน”  และเป็นจุดประสานงานให้กลุ่มที่อยากจะชุมนุมต่อต้านเสื้อแดงได้พบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน 


ต่อไปนี้คือตัวอย่างของ Wall Post ใน page นี้


Pasted Graphic.tiff


Pasted Graphic 1.tiff

Pasted Graphic 2.tiff

Pasted Graphic 3.tiff



Pasted Graphic 4.tiff

Pasted Graphic 5.tiff


ข้างต้นคือตัวอย่างของ โพสต์ที่อยู่ใน page ดังกล่าว  เขาเรียกแทนคนคนละพวกเขาว่า “ตัวเหี้ย”  พร้อมยังชี้เป้าให้คนทั้งหลายไปแสดงความเกลียดชังอีกด้วย โดยเฉพาะตัวอย่างสุดท้ายที่ผมยกมา ใน comment มีการให้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของคุณทรงพงษ์อย่างเปิดเผยอีกด้วย นอกจากนี้ครอบครัวของคนเหล่านี้ รวมถึงแกนนำเสื้อแดงก็ยังถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนาๆอีกด้วย   


สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ผมกังวลมากขึ้น เพราะเหตุผลข้างต้นของผมมันมีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนเสียเหลือเกิน  และที่แย่คือนี่เป็นเพียงแค่เว็บเดียวเท่านั้น และยังมีอีกหลายเว็บ ซึ่งเป็นแบบเดียวกัน


ประการที่สาม  คือ  บางคนอาจจะแย้งว่า เว็บทำนองนี้หรือกิจกรรมความรุนแรงทำนองนี้ได้ถูกกระทำมาซักพักแล้วโดยกลุ่มคนเสื้อแดง ผ่านช่อง PTV  ตัวอย่างต่างๆเราก็เห็นได้ง่ายจากสื่อ รวมถึงเหตุการณ์รุนแรงในกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว  อย่างไรก็ดี การที่กลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับคนเหล่านี้ ทำอย่างนั้น ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราควรจะทำกลับคืนนะ ผมว่า มันเป็นการจองเวรที่ไม่จบสิ้น และสุดท้าย มิใช่แค่ทั้งสองฝ่ายที่ห้ำหั่นกันจะเสียหาย แต่คนอื่นและบ้านเมืองก็เสียหายไปไม่แพ้กันเลย


ที่สำคัญไปกว่านั้น facebook เป็นเครือข่ายที่ชนชั้นกลางที่มีรายได้สูงกว่าพอยังชีพ และมีการศึกษา เข้าถึงได้ การที่ความเกลียดชังเหล่านี้ก้าวเข้าถึงคนที่มีความรู้และไม่ได้มีข้อจำกัดเหล่านี้ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ชี้ว่า ความเกลียดชังและความแตกแยกในสังคมมันยกระดับขึ้นอีกขั้น ซึ่งรุนแรงกว่าแล้ว เพราะว่า ความรุนแรงนี้เกิดขึ้นในแบบที่ตั้งใจที่จะเกลียดกัน  ถ้าเป็นพวกเสื้อแดงเรายังบอกได้ว่า เพราะเขาขาดข้อมูล ไม่มีการศึกษา หรือมีข้อจำกัดในด้านรายได้ เป็นคนยากจน จึงมีแรงขับดันที่จะสนับสนุนรัฐบาลทักษิณและรับเงินเพื่อมาชุมนุม แต่ชาว facebook เหล่านี้ ไม่ได้มีข้อจำกัดที่ขับดันเขามาทำกิจกรรมแบบนี้  แต่มันเป็นการขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังโดยแท้จริง เกลียดชังแบบคิดแล้ว...


เคยได้ยินนักประชาธิปไตยเคยบอกว่า ชนชั้นกลางจะเป็นกลุ่มหลักที่จะผลักดันสังคมไปสู่ความเป้นประชาธิปไตย แต่หากคนเหล่านี้ ซึ่งเป็นคนชั้นกลางที่เข้าถึง facebook  ไม่สามารถอดทนที่จะแก้ปัญหาในสังคมด้วยปัญญาได้ละก็ ประชาชนจะปกครองตนเองได้อย่างไร ? ท้ายที่สุดก้ต้องจบลงด้วยความรุนแรง และ “กำจัด” คนที่คิดไม่เหมือนกัน ออกไปจากสังคมอย่างนั้นหรือ???  


หากสังคมแบ่งแบบหยาบๆมี 3 ชนชั้นแล้วละก็ (ชั้นกรรมาชีพ, ชั้นกลาง และชั้นสูง) ความเกลียดชังมันได้กัดกินสังคมไทยไปเกินกว่าครึ่งเสียแล้ว กัดกินกระทั่งชนชั้นกลางที่ควรจะต้องเป็นกำลังขับเคลื่อนสังคมประชาธิปไตยที่สันติมากขึ้นทุกๆที


อย่างไรก็ดี มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะกังวลมากขนาดนั้น ...ผมยังเชื่อมั่น (แม้จะหวั่นใจอยู่บ้าง) ว่า ชนชั้นกลางผู้เข้าถึง facebook จำนวนมากมิได้เกลียดชังกลุ่มคนเสื้อแดง แต่มีความเป็นห่วงในหลวง เป็นห่วงความเป็นไปของบ้านเมือง มีความอดทน และเชื่อว่ามันต้องมีืทางออกที่สันติ ผ่านกระบวนการทางปัญญาในระดับสังคม และคนเหล่านี้นี่แหละ ที่จะเป็นกำลังหลักขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สันติและใช้ปัญญาได้ 


 กระนั้นก้ตาม คนเหล่านี้คงไม่สามารถแสดงศักยภาพของเขาได้เต็มที่หากสิทธิขั้นพื้นฐานในการเลือกที่จะเชื่อ, ศรัทธา และแสดงความคิดเห็นอย่างน้อยที่สุดในหน้า Profile Facebook ของเขาเองถูกลิดรอน (ซึ่งอาจขยายไปสู่การถูกละเมิดสิทธิ์นอก facebook ได้  - ดังกรณีนายทรงพงษ์ ข้างต้น)   ดังนั้นผมจึงขอเชิญชวนผู้ซึ่งมีความกังวลเช่นเดียวกับผม หรืออย่างน้อยเห็นว่า มันไม่ถุกต้องที่เราจะกระตุ้นให้คนไปร่วมประณามหรือแสดงความรุนแรงทั้งทางวาจาและทางกายแก่ผู้ที่มีความเห็นต่างจากเรา ช่วยกด Report กับทาง facebook developer ว่า หน้าเหล่านี้ป็น inappropriate content ด้วยครับ (ทางด้านซ้ายของหน้า scroll ลงมาจะเห็นคำว่า Report page กดตรงนั้นล่ะครับ)  ซึ่งการกระทำของ page เหล่านี้ขัดกับ Policies ของ facebook อย่างชัดเจน 


http://developers.facebook.com/policy/#policies


IV. Application Content

  1. Prohibited Content - You are responsible for all content within your application, including advertisements and user-generated content. You must not promote, or provide content (including any advertising content) referencing, facilitating, containing or using, the following:
    1. Adult content, including nudity, sexual terms and/or images of people in positions or activities that are excessively suggestive or sexual;
    2. Obscene, defamatory, libelous, slanderous and/or unlawful content;
    3. Content that infringes upon the rights of any third party, including copyright, trademark, privacy, publicity or other personal or proprietary right, or that is deceptive or fraudulent;
    4. Liquor, beer, wine or other alcoholic beverages (unless the appropriate Demographic Restrictions are used), or sale of tobacco products, ammunition and/or firearms;
    5. Gambling, including without limitation, any online casino, sports books, bingo or poker;
    6. Inflammatory religious content;
    7. Politically religious agendas and/or any known associations with hate, criminal and/or terrorist activities;
    8. Content that exploits political agendas or uses "hot button" issues for commercial use regardless of whether the developer has a political agenda;
    9. Hate speech, whether directed at an individual or a group, and whether based upon the race, disability, sex, creed, national origin, religious affiliation, marital status, sexual orientation, gender identity, or language of such individual or group;
    10. Illegal activity and/or illegal contests, pyramid schemes, sweepstakes or chain letters; if you run, reference, or facilitate a legally permissible sweepstakes, contest, or other promotion you are subject to Facebook's Promotions Guidelines;
    11. "Spam" or other advertising or marketing content that violates applicable laws, regulations or industry standards.


Blog EntryMar 7, '10 7:18 PM
for everyone

ช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นร้อนนอกจากเรื่องการเมืองในประเทศก็เห็นจะเป็นประเด็นเรื่องข้อสอบ O-Net ที่เด็กๆม. 6 เพิ่งจะสอบกันไป สื่อต่างๆได้หันมาเล่นประเด็นนี้กันอย่างมาก เริ่มตั้งแต่รายการอย่างเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3, รายการคม ชัด ลึก (ที่คุณจอมขวัญเป็นพิธีกร) จนมาถึง วู้ดดี้เกิดมาคุย สัปดาห์ล่าสุด


หลังจากฟังหลายๆรายการ พบว่า ข้อสอบที่มีปัญหา และเห็นพูดกันอยู่แค่ส่วนเดียวคือ ส่วนข้อสอบวิชาสุขศึกษา/พละศึกษา/ศิลปศึกษา และการงานอาชีพ ที่มีจำนวน 16 ข้อ  ซึ่งในแทบจะทุกรายการจะมีการยกข้อสอบในส่วนดังกล่าวออกมาเล่าสู่กันฟัง รวมถึงบางรายการมีการลองทำกันให้เห็นจริงๆ  และจากเท่าที่เห็นนั้น วิชาในส่วนสุขศึกษากับพละศึกษาดูจะมีปัญหามากที่สุด (โดยเฉพาะคำถามเรื่องเพศศึกษา และทักษะการกีฬา) 


ตัวผมที่ได้ดูเต็มๆและมานั่งคิดพิจารณาก็คือรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ที่ได้สัมภาษณ์ ศ.ดร.อุทุมพร  จามรมาน  หัวหน้าสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ อันเป็นสถาบันที่รับผิดชอบการออกข้อสอบ O-Net และได้สัมภาษณ์เด็กๆที่เข้าสอบจำนวน 50 คน  ในรายการได้นำความเห็นจากเด็กๆมาถามอาจารย์ รวมถึงนำความรู้สึกหลายๆอย่างที่เด็กๆนำเสนอมาแสดงให้อาจารย์ทราบและถามว่าอาจารย์จะทำอย่างไร 


จากการได้ฟังคำถามหลายๆคำถามผมคิดว่า คำถามมีความคลุมเครืออยูในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับที่ผมคิดว่าทำให้งงและคิดกันหลายตลบได้ทีเดียว ในบางคำถาม อย่างไรก็ดี มันก็ยังอยู่ในวิสัยที่จะใช้เหตุผลในการตอบข้อสอบได้แม้มันจะทิ้งความรู้สึกไม่แน่ใจเอาไว้เบื้องหลังบ้างนอกจากนั้นข้อสอบหลายข้อยังไม่มีความรัดกุม ซึ่งตรงจุดนั้นผมเองก็เห็นด้วย แต่ก็เข้าใจได้ว่าด้วยวิสัยของข้อสอบปรนัยอาจจะไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากนัก หรือครอบคลุมอุดรูรั่วจินตนาการอันบรรเจิดของเด็กๆไปได้ อย่างไรเสีย ข้อสอบก็น่จาะสามารถคาดเดาความเป้นไปได้ที่เด็กๆจะคิดและอุดรอยรั่วเหล่านั้นไว้ได้บ้าง  ส่วนข้อปัญหาเรื่องความชัดเจนของตัวเลือกนั้น เท่าที่มีโอกาสเห็นผมก็คิดว่ามันก็สามารถทำให้ชัดกว่านี้ได้ 


สิ่งที่ผมสงสัยมากๆคือ ทำไมข้อสอบในส่วนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะมีปัญหามาก (มีข้อที่มีปัญหามากจริงๆแบบที่ถูกยกขึ้นมารวมประมาณ 10 กว่าข้อ ) ถึงถูกยกขึ้นมาบ่อยครั้ง และหลายครั้งถูกทำให้เหมือนกับว่า ข้อสอบ O-Net ทั้งหมดทุกส่วนทุกวิชามีลักษณะเป็นอย่างนั้น  หรือว่าทั้งหมดทุกข้อจะมีลักษณะอย่างนั้นผมไม่อาจทราบได้ แต่มันก็ดูไม่สมเหตุสมผล หากมีเพียงส่วนนี้ที่มีปัญหาแล้วเด็กๆจะมาคร่ำครวญบอกว่าจะทำให้หมดอนาคตหรือสอบไม่ได้เลย  หากเด็กๆสามารถทำข้อสอบส่วนอื่นได้ ข้อสอบส่วนนี้ที่อาจจะไม่แน่ใจว่าจะทำถูกหรือเปล่าก็ไม่นาจะเป็นปัญหาถึงเพียงนั้น  


ในส่วนนี้ผมคิดว่า สื่อทำให้ O-Net ดูมีปัญหาเกินจริง แน่นอนว่า มันไม่ควรจะพลาด แต่เพราะเป็นปีแรก การพลาดก็น่าจะพอเข้าใจได้อยู่ แต่ว่า มันเป็นเพียงส่วนย่อยๆจากข้อสอบทั้งหมด มันไม่ควรจะถูกตีความหรือขยายความว่าจะส่งผลต่ออนาคตของเด็กหรือการศึกษาไทยมากขนาดที่สื่อกำลังกระพือกระแส 


อย่างไรก็ดี ส่วนนี้สะท้อนหลายอย่างในระบบการศึกษาไทยของเรา  ผมขอยกมาอย่างน้อย 2 ประการที่ผมคิดว่าสำคัญ คือ 1) ทางเลือกทางการศึกษาที่มีคุณภาพนั้นมีอยู่น้อย 2) ปัญหาเรื่องการสอนให้เด็กคิดเป็น


ประการแรกคือ มันสะท้อนว่า ทางเลือกทางการศึกษาของเรานั้นน้อยเหลือเกิน จริงอยู่โดยหลักการแล้วอาจจะมีมากกว่า 1 คือ มหาวิทยาลัย , ประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) , สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และการเรียนต่อต่างประเทศฯลฯ (ถ้ามี)  แต่ว่า เอาเข้าจริงๆมันกลายเป็นว่า ทางเลือกคุณภาพดี (สิ่งแวดล้อมดี และหวังในเชิงรายได้และอนาคตทางการงานได้) และคนทั่วไปพอจะจ่ายได้ มีอยู่เพียงทางเดียวคือ มหาวิทยาลัย  ทางเลือกอื่นๆ ถ้าไม่สามารถจ่ายได้ (เรียนต่างประเทศ)​ก็คุณภาพด้อยกว่าไปเลย (ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม คุณภาพการศึกษา และอนาคตในทางการงาน - อย่างน้ยอในมุมมองของผู้คน) กระทั่งในหมู่มหาวิทยาลัยก็ยังถูกบีบแคบลงไปด้วยค่านิยมในสังคมไทย  


ผมยังสงสัยว่า ถ้าทางเลือกทางการศึกษาในระดับที่สาม (Tertiary education) มีมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ O-Net จะมีความสำคัญขนาดกำหนดอนาคตของเยาวชนไทย การศึกษาไทยและอนาคตของชาติได้ขนาดนี้หรือ 


ประการที่สองคือ ทำให้เห็นว่า การคิดวิเคราะห์ของเด็กไทย ซึ่งเป็นปัญหามานานนับสิบปี บ่นตั้งแต่ก่อนผมเข้ามหาวิทยาลัยจนตอนนี้จะเรียนปริญญาเอกแล้วก็ ยังแก้ไขไม่ได้เสียที  เด็กทุกคน ตั้งแต่รุ่นผมก็บอกว่า ต้องสอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะให้เป็น มารุ่นนี้ก็ยังปัญหาเดิมๆ  และผมรู้สึกว่าเรามีความเชื่อว่า เราจะสามารถให้เด็กคิดอย่างนั้นได้ หาก ข้อสอบมีลักษณะเป็นแบบนั้น คือ ข้อสอบจะเหนี่ยวนำให้เด็กคิดได้เอง  ซึ่งจริงๆผมคิดว่ามันไม่ค่อยถูกหรือมีประสิทธิภาพเท่าไรนัก เพราะท้ายที่สุด สอบเสร็จเค้าก็ลืมไปอยู่ดี เพราะมันจะกลายเป็นว่าความคิดของเขาถูกพัฒนามาเพื่อให้ทำข้อสอบได้ มันอาจจะเหลืออยู่ในความทรงจำ หรือเป็นทักษะทางความคิดเล็กน้อย แต่ผมก็สงสัยว่า เขาจะเอามาใช้ต่อได้ขนาดไหน


มันควรจะมีการสอนวิชา “วิธีการคิด” อย่างจริงจังได้แล้ว เรื่องนี้นาย Edword DeBono ที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเจ้าพ่อในด้านกระบวนการคิดของโลก เขียนหนังสือไว้หลายเล่มเช่น Six Thinking Hat, Lateral Thinking เป็นต้น ได้พยายามผลักดันมาตลอด 20 กว่าปี   ผมได้อ่านหนังสือของเขาหลายเล่ม ได้มีโอกาสเข้าร่วมการฝึกอบรมในแนวๆนี้ และก็ตระหนักกับตัวเองว่า เมื่อเราได้วิธีคิด (คือรู้ว่าควรจะให้ความสนใจกับอะไรเมื่อคิดแต่ละเรื่อง ควรจะตั้งคำถามอย่างไร ฯลฯ) การทำงานการเรียน และการใช้ชีวิตมันเปลี่ยนไปเลย เพราะเราคิดได้ คิดเป็น  จริงๆอาจจะไม่ต้องไปถึงการคิดเชิงระบบ หรือการคิดสร้างสรรค์ก็ได้ การคิดวิเคราะห์ หรือ การให้ความเห็นแบบมีเหตุมีผลเนี่ย เอาให้มันชัด เอาให้มันได้ มันมีวิธีคิดของมันอยู่ ที่ควรจะต้องบอกกล่าว และให้นักเรียนได้ฝึกกันทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน  จากที่อ่านหนังสือของ DeBono ผมเข้าใจว่าในหลายประเทศ ได้มีการบรรจุไว้เป็นหลักสูตรด้วย


อย่างไรก็ดี ในส่วนของปัญหาการสอบ O-Net ที่เกิดขึ้นนั้น ผมคิดว่า ควรจะมีคณะกรรมการเพิ่มเติมมาช่วยในการปรับปรุงข้อสอบให้มีคุณภาพมากขึ้น ตัวผมเห็นว่าเด็กๆควรจะมีส่วนร่วมในการปรับปรุงในแง่ของการส่ง feed back จากการสอบกลับมาให้ทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ และทางคณะกรรมการ ซึ่งควรจะมีความรู้ในแง่การออกข้อสอบ และตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้ามาร่วมในกรรมการเพื่อทำให้ข้อสอบมีความสอดคล้องกับหลักสูตรมากที่สุด 


ข้อสำคัญของการปรับปรุงนี้ นักเรียนและผู้ปกครองควรจะต้องตระหนักว่า มันจะไม่ใช่การปรับปรุงเพื่อทำให้นักเรียนทำข้อสอบได้มากขึ้น แต่เป็นการปรับปรุงให้ข้อสอบมีความสามารถในการวัดผลในแบบที่สอดรับกับจุดประสงค์ของการจัดสอบให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นธรรมกับนักเรียนจากทั่วทุกโรงเรียนในประเทศ 



ขณะเขียนนี่พลังชีวิตใกล้หมดเต็มทนแล้ว อยู่ที่บ้านพี่ลุ่ย


แต่วันนี้คงต้องบันทึกไว้สักหน่อยเพราะว่าเป็นวันแรกที่เล่นแล้วได้ทิปจากฝรั่งชาวดัชต์ เป็นจำนวนเงิน 2 ยูโร อาจจะฟังดูน้อย แต่สำหรับคนขี้เหนียวอย่างคนดัชต์นี่ถือว่าน่าประทับใจมากๆ 


และเหมือนว่าจะเลือกเพลงได้ถูกใจคนฟังมาก มีคนเลี้ยงน้ำเราด้วย


แต่เล่นดนตรีมักจะแลกมากับการที่ฝ้ายงอน และเราต้องรู้สึกระทึกเมื่อมันอาจทำให้อ่านหนังสือหนังหาไม่ทันอีกแล้ว แต่สัปดาห์นี้ก็ทำได้ดีขึ้นเยอะ แต่ว่า กำหนดการช่งบ่ายที่อยากเอาไว้ทำ Thesis ยังไม่สามารถทำได้สักที ถ้าเป็นอย่างนี้อาจจะเป็นปัญหาได้


รอบดึกวันนี้ไม่ได้ร้องมากนัก ได้สัก 40 นาทีเห็นจะได้ ทั้งนี้เนื่องจากมีงานวันเกิด และทุกคนดูอยากร้องเพลงเป็นอย่างยิ่ง พี่เคเลยได้ร้องแป้บเดีย วแต่ต้องอุตส่าห์อยู่ที่ร้านตั้งนานสองนานจนตีหนึ่งถึงได้กลับมาบ้านพี่ลุ่ย เจอผู้คนเล่นวินนิ่งอีก เอาเข้าไป


บางทีการอยู่คนเดียวหรือกลับบ้านไปเลยอาจจะทำให้คุมกำหนดการตัวเองได้ง่ายกว่ามากเลย แต่ก็อาจจะเปลืองค่าเดินทาง ... หรือไม่ก็คงต้องหาที่อยู่ระหว่างที่รอพี่เคเล่น เพราะจได้ทำอย่างอื่นที่เป้นประโยชน์มากกว่าแค่อยู่ในร้านเท่านั้น 


เฮ้ออออ...​ชีวิตดูยากลำบาก  อยากทำอะไรๆให้ได้ดีๆเหมือนกันนะ แต่มันดูเหมือนว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆอย่าง การที่จะเรียนดี การอยู่อย่างสันโดษไม่สังคมมาก หรือสังคมแต่พอประมาณเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ต้องเรียนรู้ที่จะรับหรือไม่รับอะไร ทำหรือไม่ทำอะไร เพื่อจะได้ใช้เวลาที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 


นี่คงเป็นจังหวะที่ต้องใช้เศรษฐศาสตร์ในการจัดการทรัพยากรในชีวิตประจำวันแล้วสินะเนี่ย 


การสวดมนต์และปฏิบัติธรรม รวมถึงการสนทนาธรรมะในบอร์ดลานธรรม การอ่านหนังสือธรมะต่างๆก็ดูจะน้อยลงไปมากทีเดียว นี่อาจจะเป้นจุดที่ขาดหายไป คือ เติมพลังใจ ให้มีกำลังจดจ่อกับอะไรหลายๆอย่าง การสวดมนต์นั่งสมาธิเดินจงกรมเป็นสิ่งที่ควรจะใส่เอาไว้ในตารางประจำวันอย่างยิ่ง  


ว่าแล้วก็ควรจะทำเสียในบัดดล ...​ อาจจะต้องเอาไว้ช่วงเช้าตรู่หรือกลางคืน ...​แต่ช่วงนี้มีปัญหาเรื่องการตื่นเช้าพอสมควรต้องหาทางจัดการมันด้วยเหมือนกัน


ช่วงนี้แม้จะตื่นเพราะนาฬิกาปลุก แต่ไม่เคยลุกซักที มันเหมือนเหนื่อยๆแบบแปลกๆชอบกล ไม่ณู้เป็นเพราะอุณภูมิรอบๆตัว หรือเป็นเพราะนอนดึก หรือใช้กำลังหนักหน่วงเกินไปในหลายๆเรื่อง  หักโหมเกินไปมักมีปัญหาเนอะ  


การเรียนรู้ที่จะตัดใจอย่างเด็ดขาดก็สำคัญ  FOCUS / Prioritize!!! เสียที ... เอาเถอะ ว่ากันไป สู้ชีวิตกันต่อ


Blog EntryFeb 1, '10 5:23 AM
for everyone

As I mentioned in the previous entry, apart from being more organized when doing works, we should have some other methods for stress release. 


One thing I have found recently is that drinking hot beverage can help release some stress during working time. The hot beverage can be coffee, tea or just a cup of hot water. It is quite amazing for me to discover it. This would also explain why people drink coffee or tea, despite the fact that some of them do it because they are sleepy. 


I think one reason is that it change our focus to the drink and how it goes down to our stomach. When we are changed our concentration from work to something, it becomes a fresh start of our mind. And when we go back to our work, more concentration is obtained. 


Moreover, drinking water will increase liquidity of our blood which enables it to flow into our brain more easily. Therefore, more oxygen can go to the brain more and makes it work more efficiently. 


Last night I think i could read longer than I was. Also this morning. I normally stop and drink something after reading for 1 hour or so. 


However, although our mind is refreshed, after a while it needs some rest and [the real] other things, for examples, doing house work, jogging, cooking, or simply going out for a walk. 


Another thing to be concerned is that we should be aware of our body, when it is hungry, when it needs some rest, or bath. Sometimes I did my work and felt so frustrated without knowing that I was actually hungry. Everything was getting better when I started to eat something. So it is important to be aware of our body condition as well. 


Blog EntryJan 27, '10 5:46 PM
for everyone

Today Apple’s new gadget has been released in the Apple annual conference. This gadget is called iPad. You can find all information about it easily only by typing ‘iPad’ in Google or go to www.apple.com


However, I have something short to say. 


After I saw the gadget, an idea popped up in my head. This is a perfect information/data consuming device. You can browse web with Safari, reach your contacts and emails, now even read books through new app called iBook, which cooperates with other 5 big publishing companies and more magazines publishers. 


But what are we doing now? Are we just consuming these information and data provided by iPad and other ‘i’ families? or just by your PC? 


What have we been produced to this virtual arena, the internet? or even to the real world? Most of you who work everyday might apparently answer that we are producing goods and services. These devices enable us to consume and enjoy after-working time more than ever. 


Sometimes I feel that only consuming these media, info and data is retarding myself. It freezes my brain. I cannot think properly. It also clouds my thoughts, my perspectives towards things in life. 


I’m not saying that these devices are not good. I think the most important question is how we are using it. Also, I’m not saying that all media consumption is not good for you, however it is good only to some extend. The middle way has to be defined here. 


How we are using it depends on why we are using it. We should use it to help develop ourselves, I think. By developing ourselves, I mean developing our mental ability, physical ability, morality, and wisdom. The internet and these devices should be the gate way to those sources for self development. For example, we can access to many Thai recipe and then practice it in real life so we can improve our cooking skills. We can access to discussions of scholars in order to wider our perspectives to the world. We can explore other culture so that we can understand others more that we do now. 


Middle way for entertaining ourselves by these devices should depend on how much time we allocate for it. We should have an exact defined time period for entertainment. Otherwise, we’ll be strained to a seat and entertaining ourselves unlimitedly. 


However, it is not that simple. Some people, i would say quite a lot, come to these entertainment not because they want relaxation, but an escape from stress. So in order to be able to control ourselves from these entertainment, stress-handling scheme must be ready to use as well. 


So far I don’t know yet how to handle my stress while working. But I think one way to reduce stress from work is to try to work efficiently by organizing and prioritizing tasks. This would help, but not entirely. Other means are needed. Also, restrictions from those medias are also needed. 


Anyway, my realization needs to be put into practice. For the time being, my practice is not yet as I planned. But hopefully, it will soon be realized. ... 


Blog EntryDec 25, '09 5:25 PM
for everyone

วันก่อน (24 ธันวาคม) ผมเดินตามถนน Ottaviano ในกรุงโรม จากสถานีรถไฟใต้ดิน Ottaviano ไปยังกรุงวาติกัน เพื่อไปยังวิหารเซนต์ปีเตอร์ ถนนเส้นนี้นำพาผมมายังด้านข้างของลานหน้าวิหารเซนต์ปีเตอร์ ครั้งแรกที่ชายตาไปยังวิหาร สิ่งแรกที่คิดก็คือ ทำไมวิหารถึงไม่ใหญ่อย่างที่คิดเลยหนอ​ ?? วิหารดูเล็กมากเมื่อมองจากลานด้านหน้า แม้จะเดินไปใกล้ๆก็ยังดูเล็ก ไม่ใหญ่เหมือนที่คาดหวัง หลังจากที่เดินอยู่สักพัก ดูการแสดงในลานเกี่ยวกับการประสูติของพระเยซู การแสดงของเด็กๆชาวอิตาเลียน และวงโยธวาทิต ของกรุงวาติกัน ผมกับฝ้ายจึงเดินออกมาทางถนนด้านหน้ากรุงวาติกัน ที่ถ้ามองเข้าไปจะเห็นวิหารเซนต์ปีเตอร์ 


เราเดินหันหลังให้วิหารซักพัก จนเห็นรถทีวีตั้งกล้องหันไปทางวิหารเซนต์ปีเตอร์ ผมมองกลับไปถึงกับตะลึง วิหารเซนต์ปีเตอร์ใหญ่มากๆ และยิ่งเดินออกห่างมากขึ้นเรื่อยๆก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆอย่างหน้าตกใจ ยิ่งอยู่ห่างไปอีกจะยิ่งทึ่งถึงความอลังการของตัววิหารและกรุงวาติกัน 


ความใหญ่หรือไม่ใหญ่ของวิหารเซนต์ปีเตอร์มันอยู่ที่มุมที่เรามองจริงๆ และองค์ประกอบรอบๆตัววิหารจากแต่ละมุมที่เรากำลังมองอยู่ ไม่ต่างอะไรกับมุมมองเวลาที่เรามองคนอื่นๆ การที่เราจะมองว่าใครเก่ง ยิ่งใหญ่ สำคัญ เก่งกาจ ตัวเล็ก ไร้เดียงสา งี่เง่า หรืออะไรก็แล้วแต่มันขึ้นกับว่าเราเข้าไปหาเขาแบบไหน จากด้านไหน สิ่งที่เราเห็น และความรู้สึกที่เรามีต่อคนๆหนึ่งตอนนี้ อาจจะเป็นแค่ฉากตรงหน้าที่บังความยิ่งใหญ่เก่งกาจเบื้องหลัง หรือความบกพร่องที่เกินให้อภัยเอาไว้ก็ได้ 


การตัดสินใครในครั้งแรกที่พบเจออาจจะทำให้เราพลาดมุมมองที่น่าสนใจของคนคนนั้นไปก็ได้ ลองมองคนคนหนึ่งจากหลายๆมุม หลายๆบทบาท น่าจะทำให้เราเห็นคนนั้นได้ชัดเจนมากขึ้น และชื่นชมกับความเห็นเขาได้มากขึ้นอีกโขเลย 



Blog EntryDec 25, '09 4:46 PM
for everyone

ผมเชื่อมาตลอดว่า ถ้าเราทำอะไรกับใครเราจะได้อย่างนั้น ตามกฎแห่งกรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ค้นพบและสอนเอาไว้ การได้รับผลแห่งกรรมของเราอาจจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้ และผมคิดว่า การเดินทางไปในที่ใหม่ๆก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเป็นสิ่งยืนยันกฎนี้


ขณะเขียนนี้ผมอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ซึ่งเป็นที่กล่าวขานในหมู่นักเรียนไทยว่าเป็นที่ที่อันตราย และไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย หลายคนโดนขโมยของ หลายคนได้รับการบริการที่แย่มาก (อย่างน้อยก็ในมุมมองของเขา) อย่างไรก็ดี คนเหล่านั้นที่ผมรู้จักนั้นก็มักจะลักไก่ ไม่จ่ายเงินในโอกาสอื่นๆ ที่สามารถทำได้อยู่เสมอ เช่น เวลาขึ้นรถราง หรือบางคนหนักข้อถึงขนาดมีการสลับเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าในร้าน ก็มี ผมคิดว่า การที่เขาเผชิญเคราะห์กรรมเหล่านั้นก็อาจจะยุติธรรมแล้วก็ได้  ในขณะเดียวกัน เพื่อนนักเรียนไทยที่ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต แม้มีโอกาสโกงได้ก็ไม่เคยโกงเลยแม้สักครั้ง เขาก็ไม่เคยประสบเคราะห์กรรมเหมือนหมู่เพื่อนที่กล่าวมาแล้ว 


ในการมาโรมครั้งนี้ ผมก็คิดว่าผมไม่น่าจะเจออะไรเพราะว่าผมเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างมาก และไม่เคยคิดจะโกง เพราะรู้ว่ายังไงเราก็ต้องจ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และก็เชื่อว่า ตอนอยู่เมืองไทย เราได้เคยช่วยเหลือชาวต่างชาติ เมตตา บริการผู้คนซึ่งหลงทาง ฯลฯ ไว้ก็ไม่น้อย จึงคิดว่ามาโรมไม่น่าจะลำบากมากนัก และก็เป็นความจริง ผมได้รับความเมตตาจากผู้คนในอิตาลีมากมาย คนอิตาเลียนที่ผมพบเจอนั้นเป็นมิตร และมีเมตตากับผมมาก จนปัจจุบันยังไม่เห็นวี่แววของมิจฉาชีพ หรือมีความรู้สึกอันตรายใดๆเลย และรู้สึกปลอดภัยอย่างมาก 

ยิ่งนับวันยิ่งมั่นใจว่า เราทำอะไรนั้นย่อมได้สิ่งนั้นกลับมาจริงๆ...


Blog EntryDec 2, '09 10:16 AM
for everyone

ช่วงหลังนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปซ้อมดนตรีที่ทำเนียบท่านวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮกบ่อยครั้ง เนื่องจากท่านเป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีอย่างมาก เมื่อคราวที่ท่านประจำอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศท่านก็ได้ตั้งวงดนตรีไว้เล่นกัน พอท่านมาประจำอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ท่านก็ตั้งวงที่นี่อีก พอดีว่าผมเป็นที่รู้จักแถวนี้ว่าเล่นกีต้าร์ร้องเพลงได้ ท่านจึงได้ชวนมาเล่นด้วยกัน 

หลังจากซ้อมดนตรีเสร็จ ท่านก็จะชวนทุกๆคนรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน และในโต๊ะอาหารนั้นเองที่บทสนทนาที่ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายๆสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น ผมจึงอยากจะแบ่งปันสิ่งที่พอจะสามารถแบ่งปันได้กับเพื่อนๆบ้าง เพราะผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมนำเสนอมีความผิดพลาด ผมขอรับผิดชอบต่อผลนั้นไว้เพียงผู้เดียว เพราะอาจจะเป็นความเข้าใจของผมเองที่ผิดพลาดไป

ท่านทูต วีระชัย มาประจำการ กรุงเฮก (the Hague; Den Haag) ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อประมาณกลางปี 2552 ที่ผ่านมา ตอนที่ท่านกำลังจะย้ายมามีเรื่องเล่าว่า ท่านถูกรัฐบาลมอบหมายให้มาประจำการที่นี่เนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทของไทยกับกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร โดยเฉพาะ เนื่องจากกรุงเฮก เป็นที่ตั้งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice หรือศาลโลก) อันเป็นจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหารระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชานั่นเอง

ก่อนหน้านี้ท่านทูตฯ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ หากใครได้อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลคุณสมัคร ลงนามยินยอมให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของ UNESCO ละก็ ย่อมน่าจะพอคุ้นเคยกับชื่อของท่านบ้างไม่มากก็น้อย ท่านเป็นอธิบดีที่คัดค้านการลงนาม และถูกย้ายไปเป็น เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง (เข้าใจว่าเท่ากับถูกย้ายไปให้พ้นทางนั่นเอง) ก่อนท่ีรัฐบาลจะทำการลงนามดังกล่าว

แต่เอาล่ะ ผมว่าเรื่องเขาพระวิหารเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาวและน่าสนใจ ทั้งในตัวเนื้อหาและในมุมมองของท่านทูตฯต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขอยังไม่เขียนเล่า เวลานี้ เก็บไว้ครั้งต่อๆไปน่าจะดีกว่า

อย่างไรก็ดี ในครั้งแรกที่ผมพบท่านทูตฯ คือในคราวที่ท่านทูตฯเชิญตัวแทนองค์กร/สมาคม/มูลนิธิ ต่างๆของคนไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อพบปะ ผมก็ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมในฐานะหนึ่งในตัวแทนสมาคมนักเรียนไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์เช่นกัน ความประทับใจแรกสุดก็คือ ท่านมีความตั้งใจที่จะเป็นกันเองก็เหล่าคนไทยค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันก็สามารถดำรงความเป็นคนตั้งใจทำงานและมีหลักการไปได้พร้อมๆกันด้วย 

หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านในงานปัจฉิมนักเรียนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษา (ODOS) ในครั้งนั้นผมเป็นผู้จัดกระบวนการในส่วนที่เกี่ยวกับกลุ่มสัมพันธ์และการสร้างจิตสำนึก และกิจกรรมเปลี่ยนแปลงเร็วมากเนื่องจากเรามีข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนค่อนข้างน้อย จึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะเพื่อส่งอารมณ์เกี่ยวกับจิตสำนึกเพื่อสังคมให้ถึงฝั่ง ท่านทูตฯก็อยู่ตรงบริเวณจัดงานตลอด รับฟังและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสเล่นดนตรีกับท่านเป็นครั้งแรกในงานนี้

ในเรื่องดนตรีนี่ต้องยอมรับจริงๆว่า ท่านเก่งมาก ในการเล่นกีต้าร์นี่ต้องเรียกว่า ระดับน้องๆนักกีต้าร์อาชีพเลยทีเดียว มีความรู้ในเรื่อง Hardware เป็นอย่างดี มีทักษะและความรู้ในเชิงดนตรีอย่างดีเยี่ยม สามารถ improvise เพลงประเภท บลูส์ หรือ ร๊อคได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ นอกจากนี้ยังมีความรู้เรื่องเพลงต่างประเทศอย่างมากด้วย ความรู้ในการอัดเสียงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนั้นมีมากพอที่จะทำให้ท่านสามารถอัดเพลงในแบบที่อัดกันในห้องอัดได้เลยด้วย โดยส่วนตัวได้เรียนรู้จากท่านมากๆในเรื่องนี้

ผมคิดว่า ผมคงมีโอกาสได้เล่นดนตรีกับม่านอีกสักพัก เนื่องจากท่านมีแนวโน้มจะตั้งวงดนตรีขึ้นที่นี่อีกเช่นกัน และผมเองก็ยินดีที่จะมีโอกาสได้เล่นดนตรีที่นี่อย่างสม่ำเสมอ น่าจะมีเรื่องอะไรที่จะสามารถบันทึกและนำมาแบ่งปันกับเพื่อนๆได้บ้างไม่มากก็น้อยในอนาคต (แต่อาจจะไม่ถี่หรือมีรายละเอียดมากขนาดนั้น โปรดติดตามกันต่อไป 


ReviewReviewReviewReviewOct 19, '09 4:50 PM
for everyone
Category:Movies
Genre: Science Fiction & Fantasy
วันก่อนไปดูภาพยนตร์ เรื่อง District 9 ที่ Pathé ใน Rotterdam ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย Peter Jackson ทีกำกับ Lord of the Ring และกำกับโดย Neill Blomkamp เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มียานมนุษย์ต่างดาวมาลงจอดที่เมือง โยฮันเนสเบิร์ก ประเทศอัฟริกาใต้ เมื่อ 20 ปีก่อน และยานนั้นก็ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนอีก มนุษย์ได้ตัดสินใจขึ้นไปบนยานและพบว่ามีมนุษย์ต่างดาวอยู่อาศัยกันอย่างแออัดและเป็นโรค จึงตัดสินใจจัดพื้นที่เรียกว่า District 9 ใกล้กับเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ต่างดาว แต่เนื่องด้วยการขยายตัวของประชากรมนุษย์ต่างดาวทำให้ District 9 กลายเป็นสลัมในที่สุด ในขณะเดียวกัน ชาวเมืองโยฮันเนสเบิร์กเริ่มทนไม่ได้และได้ก่อการประท้วงและเข้าทำร้ายมนุษย์่ต่างดาว เผาบ้านเรือนของพวกมัน ทาง MNU ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลจึงตัดสินใจทำการย้ายชุมชนมนุษย์ต่างดาวไปยังพื้นที่ที่ไกลออกไป เรียกว่า District 10 แทน

อย่างไรก็ดี การย้ายชุมชนมนุษย์ต่างดาวนี้ มิใช่เพียงวัตถุประสงค์ของการย้ายชุมชนตามความต้องการของชาวเมืองโยฮันเนสเบิร์กเท่านั้น แต่ยังมีวาระซ่อนเร้นเกี่ยวกับอาวุธของมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ด้วย เพราะ MNU ก็เป็นองค์กรค้าอาวุธขนาดใหญ่ของโลกด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากอาวุธของพวกเขาเป็นอาวุธกึ่งชีวภาพ คือ ต้องเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันเท่านั้นถึงจะใช้ได้ ทั้ง MNU รวมถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ District 9 ซึ่งเป็นพวกกลุ่มอาชญากรชาวไนจีเรีย จึงพยายามที่จะหาทางใช้อาวุธนั้น

เนื่องจากเรื่องนี้ออกจากโรงนานแล้ว จึงน่าจะบอกเรื่องราวของภาพยนตร์ได้มากหน่อยว่า หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่บังเอิญไปสัมผัสกับสารเคมีของมนุษย์ต่างดาว ทำให้ตัวเองกลายร่างเป็นมนุษย์ต่างดาวเสียเอง ซึ่งทำให้เขากลายเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ของ MNU (Multi-National United : องค์กรนานาชาติ ที่สมมติขึ้นในเรื่องเพื่อดูแลมนุษย์ต่างดาว) และ กลุ่มอาชญากร เพราะจะทำให้มนุษย์สามารถใช้อาวุธของมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ได้ ในขณะเดียวกัน มนุษย์ต่างดาวก็ต้องการสารเคมีนั้นเพื่อทำให้สามารถขับยานแม่เพื่อกลับดาวของตนได้ด้วย นี่จึงเป็นเรื่องราวของชาย ผู้ต้องการเปลี่ยนตัวเองกลับเป็นมนุษย์เพื่อกลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รัก และมนุษย์ต่างดาวที่ต้องการกลับบ้าน ... แต่เรื่องจะดำเนินและจบลงอย่างไรเป็นสิ่งที่ผู้ชมควรจะต้องไปชมด้วยตัวเอง

โดยรวมๆแล้วผมประทับใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างมาก มันเป็นภาพยนตร์ที่สื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยได้อย่างชัดเจนมาก โดยใช้มนุษย์ต่างดาวเป็นตัวแทนของคนเหล่านั้น การใช้มนุษย์ต่างดาวทำให้คนดูรู้สึกอย่างชัดเจนว่า “เขาไม่ใช่พวกเรา” เราจะเห็นภาพกิจกรรมของมนุษย์ต่างดาวที่หากเราจำภาพในสลัม หรือกองขยะใหญ่ๆในเมืองใหญ่ๆ (อย่างในภาพยนตร์เรื่อง Slumdog Millionaire) มนุษย์ต่างดาวนั้นก็คือ เหล่าคนจนจากสลัมในเมืองใหญ่นั่นเอง นอกจากนี้หนังยังฉายให้เห็นความไม่เป็นธรรม และการปฏิบัติต่อมนุษย์ต่างดาวอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วยด้วยความที่มองว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นไม่รู้เรื่อง และหลอกได้ง่าย และจงใจที่จะเอาเปรียบเขาแต่ต้นอยู่แล้ว ซึง่ก็คงไม่ต่างอะไรกับในบางกรณีที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือผู้ลี้ภัยนัก

ในขณะแรกเราอาจจะเห็นมนุษย์ต่างดาวเป็น “สัตว์” ไปโดยปริยาย และอาจจะรู้สึกเฉยๆกับการที่พวกเขาถูกขับไล่ เผาบ้านเรือน หรือถูกทำร้ายได้ แต่ด้วยเรื่องราวและวิธีการนำเสนอของ Peter Jackson กลับทำให้ในขณะหนึ่งตอนกลางๆเรื่อง ผมรู้สึกว่า มนุษย์ต่างดาวเหล่านี้คือมนุษย์นี่เอง มนุษย์ที่ว่านี้ คือ ผู้มีใจสูง ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นถึงจิตใจที่ดีงาม มุ่งประโยชน์ส่วนรวม ความรักและผูกพันของครอบครัว จากทั้งมนุษย์และมนุษย์ต่างดาว ในขณะเดียวกัน ก็เห็นความเป็นสัตว์ชั้นต่ำ กระหายเลือด ไร้สติ จากทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกัน ... สำหรับผู้ชมเอง หากทบทวนดีๆ อาจจะพบว่า ตัวเราถูกเรื่องราวหลอกให้พบว่าจริงๆแล้วเราเองคิดเลวกว่ามนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นเสียอีก (ผมก็โดนด้วย!!)

อย่างไรก็ดี ผมว่าตัวบทภาพยนตร์ได้ชี้ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่ง อย่างสุดโต่งก็คือ “เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ในเรื่องนี้สุดโต่งไปกว่านั้นอีกคือ ต้องไปเป็นมนุษย์ต่างดาวเองเลย จึงจะเข้าใจจิตใจกันและกัน ... มองกันอย่างเป็นมนุษย์ และยินดีช่วยเหลือกันจากใจจริง

บางทีปัญหาที่เกิดกับผู้ลี้ภัย และผู้ด้อยโอกาสทั้งหลายนั้นที่ยังแก้ไม่ได้และเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบันเพราะจริงๆแล้ว พวกเรา (อันอาจหมายถึง รัฐบาล และผู้คนที่เขาเป็นตัวแทน - คนในชาติ) อาจจะไม่ได้มองผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย หรือผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น (เช่น ชนกลุ่มน้อยที่ลี้ภัยการเมืองเข้ามาในไทย ตามเขตตะเข็บชายแดนไทยพม่า, ชาวบ้านที่ถูกไล่ที่จากการสร้างเขื่อน, คนจน, โสเภณี ฯลฯ) เป็นมนุษย์เหมือนกับเราก็ได้ ... เราอาจจะรู้สึกว่าเราอยู่คนละโลกกัน และสิ่งที่เค้าเป็นแบบนั้น เป็นเพราะเขาเลือกที่จะเป็นเองก็ได้ ... และถ้าเราไปช่วยก็ “อาจ” จะทำให้เราเสียบางอย่างที่เป็น “ของเรา” ไปก็ได้ หรือไม่ก็ไม่เคยคิดจะสนใจอยู่แล้ว เหมือนเห็นนกต้องบินออกจากรังเพราะต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่โดนตัด เห็นสุนัขโดนไล่เตะไล่ตีเพราะไปคุ้ยถังขยะ

บางทีลึกๆภาพยนตร์อาจจะต้องการสื่อว่า มนุษย์ควรจะเข้าใจกันและเห็นใจกัน โดยมองข้ามรูปลักษณ์และความแตกต่างภายนอกและภายใน (เช่นความเชื่อ ศรัทธา ศาสนา ฯลฯ) เข้าไปถึงจิตใจของเขามากกว่า... พยายามเข้าใจกัน เรียนร้ ให้อภัยกัน และเชื่อมั่นในความดีของกันและกัน ... ในขณะเดียวกัน หากเราสามารถสละความต้องการส่วนตัวเพื่อคนอื่น (เสียสละ) ได้ละก็ ความสุขใจย่อมเกิดขึ้นในใจของเขาในบัดดล ในขณะที่หากเรามุ่งแต่เอาทุกอย่างเข้าตัว ... แม้ในยามที่เรามีทุกอย่างพร้อม หรือยังไม่ได้เสียอะไรไป เราอาจจะไม่มีความสุขเลยก็ได้ (แสดงออกมาในช่วงสุดท้ายของเรื่องที่พระเอกที่เป็นมนุษย์ได้เสียสละโอกาสที่ตนจะได้กลับคืนร่างเดิมเพื่อให้มนุษย์ต่างดาวได้กลับบ้านของตน) ...


Blog EntryOct 16, '09 6:55 PM
for everyone

*** ที่จะเขียนทั้งหมดนี้ใช่ว่าเรานัั้นรู้แจ้งแล้ว  เป็นเพียงแต่เป็นการแสดงความเข้าใจที่มีต่อหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเท่านั้น ...หากประโยชน์อันใดจะเกิดขึ้นจากการอ่าน ก็ขอยกให้เป็นความสามารถของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเกิดความผิดพลาดขอรับความผิดนั้นไว้แต่ผู้เดียว ***


โลภ โกรธ หลง ไม่ใช่เรา ... (แม้ว่าการบอกว่าเราเป็นเราก็เป้นการหลงแบบหนึ่งก็ตาม)


โลภ โกรธ หลง เป็นปฏิกิริยาที่จิตซึ่งมีเชื้อของทั้งสามอย่างนี้ แสดงขึ้น ปรุงแต่งขึ้นหลังจากที่มีไดรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกและภายใน ผ่่านอายตนะทั้งหก (ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ) 


จิตของแต่ละคน ซึ่งทำกรรมมาต่างกัน มีนิสัยต่างกัน ย่อมมีสัดส่วนส่วนความมากน้อยของเชื้อแต่ละตัวไม่เท่ากัน ตัวที่มีมากมักจะทำให้ผลการปรุงแต่งหลังถูกสิ่งเร้ากระตุ้นเป็นไปในทางนั้น 


นี่เป็นกลไกธรรมชาติที่มีในมนุษย์ทุกคน  ...​และปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดข้ึนแบบเป็นอัตโนมัติ และรวดเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน


อย่างไรก็ดี คนทั้งหลายกลับมองว่า โลภ โกรธ หลงที่จิตปรุงแต่งขึ้นจากเชื้อกิเลสเมื่อถูกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า คือตัวตนของพวกเขาเอง คือสิ่งที่พวกเขาคิดขึ้นอย่างจงใจ  ในแว่บแรกนั้นเป็นปฏิกิริยาของจิตเอง เช่น เมื่อมองหญิงใส่ชุดว่ายน้ำแล้วเกิดความกระสันต์ หรือว่าเห็นคนที่ไม่ถูกกันแล้วเกิดความเหม็นหน้าขึ้นทันที ... แต่หากเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรา เราย่อมปรุงแต่ง หรือเรียกง่ายๆว่าคิดไปเองว่า โอ้ว แสดงว่าเราอยากจะเสพสังวาสกับนางนั้น หรือ เราคงไม่ถูกกับมัน หรือมันคงจะมากวนประสาทเราเราจึงโกรธ และก็ไปต่อยคนนั้นซะอย่างนั้น ... 


ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจว่า โลภ โกรธ หลงเป้นปฏิกิริยาธรรมดาของจิตมนุษย์ที่ยังมีเชื้อกิเลสอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เราจงใจให้มันเกิดขึ้น และไม่ใช่ตัวเรา แล้วล่ะก็ เราก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ เช่น บ้าจี้ทำตามที่มันกระตุ้น (ซึ่งอันนี้ไม่ดีแน่) .. หรือ ไป “อยากให้มันหายไป” ... เป็นต้น


ทำไมความ “อยากให้มันหายไป” และ “พยายามให้มันหายไป หรือกดทับมันไว้” จึงเป็นการปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ ? 


ทั้งนี้ เพราะว่า โลภ โกรธ หลงที่เกิดขึ้นมันเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติของจิต คือ ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ กระบวนการมันไปไกลกว่าครึ่งทาง และจะกดให้มันหยุดตามใจนึกก็ไม่ได้แล้ว กลไกมันเป็นไปอย่างนั้นเอง ยิ่งพยายามกด หรือทำให้มันหายไป ก็จะยิ่งพบว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก ถ้าทำไม่ได้ก็มีความทุกข์เพิ่มขึ้นไปอีก วนเวียนซะสมความทุกข์ในจิตในใจจากความพยายามเป้นคนดี พยายามทำให้ โลภ โกรธ หลงมันหายไป หรือทับไว้ ... เมื่อจิตทุกข์ จิตก็อ่อนแอ ... ซึ่งในที่สุดเราก็จะแพ้กิเลสโดยสมบูรณ์


สิ่งที่ควรทำแยกออกเป็นสามทาง ตามช่องทางที่เราปฏิสัมพันธ์กับโลก ก็คือ กาย วาจา และใจ ..


ในส่วนของกายและวาจานั้น ต้องควบคุมให้อยู่ในศีล อย่างน้อยศีล 5 ซึ่งถือเป็นความปกติ “มนุษย์” ... หากไม่ควบคุมให้ตัวเองอยู่ในศีลแล้ว สภาวะจิตขณะที๋ศีลขาดนั้นเองที่เราหมดความเป็นมนุษย์แล้ว และไปเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งไม่ดีแน่ๆ 


แต่ในส่วนของใจนั้น เราต้องมี “สติ” ตามดูมัน ...​กล่าวคือ เมื่อโลภ โกรธ หลง โผล่มาก็ให้รู้ว่ามันมาแล้ว ดูมันเฉยๆ จนมันผ่านไป หรือเบาบางลง จึงตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำด้วยปัญญา นี่จึงเรียกว่า การใช้ “สติ และ ปัญญา” ในการแก้ปัญหานั่นเอง ...หรือหากรู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไรแล้ว และต้องรีบตัดสินใจ ก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำ แม้จะมีความรู้สึกบีบคั้นอยู่บ้าง แต่ก็ให้รู้ ให้ดูมันไปเรื่อยๆ เราน่าจะเห็นมันค่อยๆเจือจางเบาบางลงไปเอง ...


 สรุปคือในใจนั้น ถ้ากิเลสโผล่มาให้รู้ตัวและตามดูอย่างเดียว ...ไม่ต้องพยายามกดมัน ... ถ้าเราร้ตัวบ่อย รู้ตัวเร็วมันก็ไม่ค่อยออกมาหรอก หรือออกมาน้อย ... อย่างไรก็ดี ช่วงแรกๆอาจจะตกใจร้สึกว่ามันเยอะขึ้น แต่ผมว่ามันเป้นเพราะว่า เราไม่เคยนั่งดูมันชัดขนาดนี้มาก่อนต่างหาก​


การตามดูจิตใจ ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจนั้น ผมเข้าใจว่าเป็นวิธีการทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตเลย และอาจจะสลายไปเอง ด้วยความที่ไม่มีอะไรไปหล่อเลี้ยงและกระตุ้นเชื้อเหล่านั้น ...​สำหรับกลไกในชีวิตประจำวันที่เมื่อมีสติและจะทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตมากไปนั้น อาจจะอธิบายได้จากตัวอย่างดังนี้ คือ :


สมมติว่า นาย ก ไม่ชอบนาย ข มากๆ เพราะนาย ข เคยไปแย่งแฟนนาย ก ...​ เมื่อ“นาย ก เห็น นาย ข”  ก็เกิดความโกรธแค้นขึ้นมาทันที ... 


หากนาย ก ไม่มีสติ นาย ก อาจคิดแค้น โยงไปถึงคราวที่นาย ข เคยไปแย่งแฟน และสิ่งอื่นๆที่นาย ข เคยทำไม่ดีกับตน และ ปรุงแต่งความโกรธแค้นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นำไปสู่การกระทำทางวาจาและทางกายต่อนาย ข 


ในทางกลับกัน หากนาย ก มีสติรู้ตัวว่า โอ้ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว จิตของนาย ก ได้ย้ายความสนใจจากนาย ข มาอยู่ท่ีใจของตน ซึ่ง สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นความโกรธนั้นคือ นาย ข ไม่ใช่ตัวความโกรธของนาย ก ...​ฉะนั้น ในขณะน้ันจิตนาย ก ก็ได้ละจากเหตุของความโกรธมาแล้ว ความโกรธนั้นจึงค่อยๆลดลง เพราะไม่มีเชื้อมาเติม 


อย่างไรก็ดี จากจุดนี้ นาย ก ก็ต้องใช้ศีล ธรรม กำกับ และใช้ปัญญาพิจารณาให้ชัดถึงการกระทำของตนหากจะทำกับนาย ข รวมไปถึงว่า ประโยชน์หรือโทษของการโกรธนาย ข ด้วย (ซึ่งก็คาดหมายค่อนข้างแน่นอนว่า จะเห็นเพียงโทษ และเลิกโกรธกันไปในที่สุด) .... 


ข้างต้นเป็นเพียงการอธิบายอย่างง่ายเท่านั้น ในทางปฏิบัติจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติน่าจะพบว่า สิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเองนั้นมีความละเอียดและหยาบมากน้อยต่างกันในสถานการณ์ใด ในหลายๆโอกาส กิเลสไม่ได้หยาบและมีความชัดเจนมากนัก แต่จะมาแบบละเอียด มาแบบบางๆ และบางครั้งชักนำเราไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบาก ฉะนั้น เมื่อตามกิเลสอย่างหยาบทันแล้ว ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ ควรจะมั่นตามดูกายใจต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้ทันกิเลสอย่างละเอียด และเข้าใจธรรมชาติ (กฎไตรลักษณ์) เพื่อนำไปสู่การปล่อยวางต่อไป


ช่วงนี้มีโอกาสได้เป็นที่ปรึกษาให้กับใครหลายๆคนเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในเรื่องจิตใจ และบาดแผลจากความรัก หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหญิงชาย เรื่องรักๆใคร่ๆ 


ในโอกาสอย่างนี้การใช้ธรรมะเข้าช่วยในการให้คำปรึกษาให้ผลค่อนข้างจะดีพอสมควรทีเดียว 


จากที่ผมประสบมา คนที่เข้ามาขอคำปรึกษาจะมีลักษณะที่อุปมาได้ดังนี้คือ 


เปรียบเหมือนคนถูกผลักตกลงมาในกระแสน้ำเชี่ยวกรากจากน้ำท่วมเฉียบพลัน โดนพัดไปกระแทกโขดหินและอื่นๆในกระแสน้ำ และก็หมดแรงจากความพยายามที่จะออกจากกระแสน้ำ เพราะน้ำมันแรงเหลือเกิน  


(ตรงนี้เปรียบได้กับ หลังจากที่เผชิญเหตุการณ์อันเลวร้าย จิตใจเหมือนตกอยู่ในห้วงทุกข์ จิตใจหมองหม่น ไม่สว่างไม่มีกำลัง ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจมันมากมายเสียจน ยากที่จะดึงตัวเองออกจากความทุกข์ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเจอความทุกข์แรงในช่วงแรกนั้น ย่อมเหมือนกับตกลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวกราก ตั้งตัวไม่ติด...​ในขณะเดียวกัน แม้พยายามจะออกจากห่วงทุกข์ก็ทำไม่ได้ และก็ทุกข์เพิ่มเพราะ “อยาก” ออกจากทุกข์ ...และจิตใจก็หมดแรงไปเพราะความทุกข์นี่เอง) 


เราในฐานะคนช่วย ก็ไม่สามารถกระโดดลงไปในแม่น้ำได้ (เว้นแต่จะมีกำลังแบบเหลือล้น) ทำได้เพียงตะโกนบอกให้จับโขดหินไว้ หรือโยนเชือกลงไปให้จบรั้งเอาไว้เท่านั้น เพื่อไม่ให้ไหลลงไปกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากนั้น ...แค่จับให้มั่นก็ทำได้ลำบากแล้ว อย่าว่าแต่ให้รั้งตัวเองและฝืนตัวข้ามกระแสน้ำมาขึ้นฝั่งเลย


(ตรงนี้ก็คือ เราเองก็ไม่สามารถไปร่วมทุกข์กับเขาได้ ถ้าเราไปร่วมทุกข์ ตกอยู่ในห้วงทุกข์ร่วมกันแล้ว ก็ยากที่จะช่วยกันพาขึ้นมาจากห่วงทุกข์ได้ ... เราทำได้แค่ เตือนสติเขา  ให้เครื่องมือ ให้เขามีสติเพียงเท่านั้น ...​ในช่วงเวลาที่ความทุกข์ยังไหลบ่ามา)


อย่างไรก็ดี ไม่มีน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากครั้งไหนที่จะเชี่ยวกรากตลอดเวลา สักพักน้ำจะค่อยๆอ่อนกระแสลงเองโดยธรรมชาติ ฉะนั้นเราจึงควรรั้งตัวเองเอาไว้ เพื่อรอจังหวะที่น้ำจะเบากระแสลง ในจังหวะนั้นเอง เขาอาจจะได้พักหรือพอจะมีกำลังมากขึ้น และเมื่อกระแสน้ำอ่อนแรงมากแล้ว เขาจึงสามารถฝ่ากระแสน้ำที่เบาบางลงมาขึ้นฝั่งได้ 


(ความทุกข์จะค่อยๆเบาบางไปตามกาลเวลาเอง หากเรามีสติอยู่กับตัว และไม่ไปคิดไปรู้สึกต่อเอง (คือคนส่วนใหญ่พอทุกข์แล้วมักจะคิดมากรู้สึกมากไปเองเพิ่มขึ้นไปอีก ปรุงแต่งเพิ่มขึ้นไปอีก) และหากประกอบกับได้ทำกิจกรรมที่ทำให้จิตมีกำลังมากขึ้น ก็จะทำให้เขามีแรงที่จะเดินขึ้นจากน้ำเองได้ 


การอุปมานี้ เขียนเพื่ออยากให้เข้าใจว่าเวลาคนทุกข์ใจนั้น มันไม่ใช่จะ ฮึบ! แล้วออกจากกองทุกข์ได้โดยง่าย ... แต่มันมีช่วงเวลาและเหตุปัจจัยของมันอยู่ การที่เราพยายามกดดันให้ผู้คนเข้มแข็งเวลาที่ทุกข์นั้น อาจจะดีในช่วงแรก แต่ถ้าทำบ่อยๆกลายเป็นว่า เขาจะรู้สึกว่า ทำไมฉันช่างอ่อนแออย่งานี้ ยังออกจากทุกข์ไม่ได้ และก็กลายเป็นทุกข์เพิ่ม เพราะ “อยาก” ออกจากทุกข์ แต่ “ทำไม่ได้”... ฉะนั้นต้องให้เวลาเค้าด้วย 


คนให้คำปรึกษาต้องรับฟังและเข้าใจเขาอย่างที่เขาเป็น พยายามเข้าใจเหตุปัจจัยและเงื่อนไข ทั้งภายนอก และภายในจิตใจของเขาที่ทำให้เขาไปตกอยู่ในห้วงทุกข์นั้น หากเขามีเรื่องอัดอั้นก็ควรให้เขาระบายออกอย่างเต็มที่ (แต่ก็ต้องดูมิให้ระบายจนจิตใจดำดิ่งลงไปในห้วงทุกข์อีก) หลังจากนั้นเราจึงค่อยให้คำปรึกษา


โดยสรุปคือ สิ่งที่ผมแนะนำคนที่มาปรึกษาไปมี 2 อย่างคือ 


  1. ดูแลไม่ให้จิตใจตัวเองไปตกหล่ม จมกองทุกข์  -  
    • ในส่วนนี้สามารถทำได้ โดยการฝึกสติ  (โปรดอ่านเพิ่มเติมในวิปัสสนานุบาล ของดังตฤณ หรือ ฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    • รักษาศีล / หรือ ทำให้ตนเองมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น  ห่างไกลจากอบายมุข - คือ การมีศีล และห่างจากอบายมุข ช่วยให้เราไม่ทุกข์เพิ่ม และเป็นการปิดประตูสู่ทางต่ำของเรา ...​หลายคนเมื่อทุกข์แล้วพลาดลงไปทางตกต่ำเลยก็เยอะ ฉะนั้นข้อนี้ต้องทำก่อน
  2. ทำให้จิตใจสว่างขึ้นมีกำลังมากขึ้น - ในส่วนนี้ทำได้หลายวิธี เช่น
    • ทำบุญ (โปรดดู  บุญกริยาวัตถุ 10 เพื่อดูว่า อะไรบ้างที่ทำแล้วได้บุญ) การทำบุญก็คือการทำให้จิตใจพองโต หรือสว่างขึ้นมานั่นเอง เมื่อจิตสว่างขึ้นจิตก็จะมีพลังขึ้นมา .. หากทำบ่อยเข้าก็จะช่วยให้ออกจากห่วงทุกข์ได้ง่ายขึ้น
    • ทำสมาธิ - การทำสมาธิคือการทำให้จิตรวมตัวไม่ฟุ้งกระจาย สามารถใช้การนั่งสมาธิติดตามลมหายใจก็ได้ หรือจะสวดมนต์ก็ได้
    • ทำสิ่งดีๆ/ สิ่งที่เป้นแรงบันดาลใจ - บางคนจะมีกำลังมากขึ้น หากได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และยิ่งหากสิ่งที่ตัวเองรักนั้นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคม และต้องอาศัยความครีเอทีฟมากละก็ จะทำให้คนที่มีจริตช่างคิดและมีจิตสาธารณะฟื้นตัวจากห่วงทุกข์ได้รวดเร็วนัก ...​หรือการที่เตือนตนเองถึงสิ่งดีๆที่ตนเคยทำต่อคนอื่นก็พอช่วยได้เช่นกัน (เหมือนระลึกถึงบุญที่ตนเคยทำไว้นั่นเอง)


เท่าที่ผ่านมาประมาณ 4-5 เคส ก็มักจะเป็นแบบนี้นะครับ และวิธีการที่บอกข้างต้นก็ดูจะพอช่วยให้เขาออกจากห้วงทุกข์ได้พอสมควร หลายคนผ่านไปได้ด้วยดีและมีชีวิตที่ดีขึ้น 


จึงอยากจะนำบทเรียนที่สรุปได้มาแบ่งปันกันครับ 


หากใครมความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อติชมโปรดบอกและแบ่งปันครับ



คุณอติภพ ภัทรเดชไพศาล เขียนบทความชื่อ ฟักกลิ้งฮีโร่กับคืนที่สังคมไทยนอนไม่หลับใลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐออนไลน์ (อ่านได้ที่ลิงค์นี้  http://www.siamrath.co.th/UIFont/ArticleDetail.aspx?acid=3956บทความนี้คอมเมนต์เพลง ราตรีสวัสดิ์ ของ คุณฟักกลิ้ง ฮีโร่ ซึ่งเมื่อผมอ่านแล้ว ผมีความคิดเห็นต่อบทความดังกล่าวในฐานะคนแต่งเพลง และคนที่พอจะอ่านเขียนได้ดังนี้


ผมรู้สึกได้ชัดว่า คุณอติภพคอมเมนต์ลึกลงไปในรายละเอียดของเนื้อหามาก และแตะเล็กน้อยเกี่ยวกับสไตล์เพลง อย่างเช่นประเด็นประโยชคที่บอกว่าเพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใครที่ผู้เขียนบอกว่ามาเกี่ยวอะไรกับปัญหาชายแดนใต้ มันเป็นประเด็นเรื่องชาติินิยมสมัยจอมพล . ต่างหาก และบอกว่ามันผิดที่ผิดทาง โยงท่อนฮุคที่ร้องโดยคุณ ธีร์ ไชยเดช กับเรื่องโรแมนติกชาตนิยม ...​ วิพากษ์ว่า เนื้อหาของเพลงสะเปะสะปะ เช่นใส่เรื่องเดือนตุลาแทรกเข้ามา ... วิพากษ์ประเด็นที่เรียกขบวนการที่ภาคใต้ว่า...” ทั้งที่แท้จริงเขาเรียนตัวเองว่า B.R.N. และทิ้งท้ายเอาไว้ในตอนท้ายว่า ความเป็นชาตินิยมนั้นแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้  และมองว่าการยกย่องสดุดีทหารในเวลาและสถานการณ์แบบนี้ก็ดูเหมือนจะผิดกาละเทศะ


ผมเห็นด้วยในหลายประเด็นโดยเฉพาะที่บอกว่า  ชาตินิยมแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ และเรื่องนี้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของปัญหาต่างๆที่เชื่อมโยงการ มากกว่าความเป็นอิสลามและสำนึกเรื่องชาติพันธ์ุเสียอีก และก็เห็นด้วยกับอ.นิธิที่ผู้เขียนอ้างในตอนท้ายว่า ตำรวจ-ทหารไม่ใช่ทางออกของการปราบปรามการก่อการร้าย


อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่า คุณอติภพ ถึงเปิดหูแต่ไม่ได้เปิดใจฟังเพลงนี้เสียเท่าไหร่ และไม่ได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของเพลง เนื้อเพลงและวิธีการแต่งเพลง จึงได้วิจารณ์ในเรื่องเนื้อเพลงไปอย่างนั้น  นอกจากนี้ผมคิดว่า ข้อเขียนมีความสับสนในความเข้าใจศักยภาพในสื่อประเภทต่างๆ ในการสื่อสารความจริงอยู่มาก  


ประการแรก หากได้ฟังการสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งฟังเนื้อเพลงดีๆก็ตาม เพลงนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะแก้ปัญหาชายแดนใต้แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะกระตุ้นเตือนไม่ให้คนไทยนั้นลืมว่า สถานการณ์ในภาคใต้ก็ยังไม่ได้หยุดหายไป และไม่ลืมว่ายังมีทหารตัวเล็กๆที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้ไปประจำการ ซึ่งเป็นเพียงเหมือนหมากตัวหนึ่งในยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา (ไม่ว่าจะถูกหรือผิดทาง) เท่านั้น   


ถ้าฟังให้ชัดจะเห็นว่า เนื้อเพลงโดยหลักแล้วไม่ได้สนับสนุนการดำเนินการทางทหารในภาคใต้แต่ต้องการจะสื่อสารเสี้ยวหนึ่งของความจริงในจิตใจของทหารที่ถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ภาคใต้ มาถึงคนในวงกว้างเท่านั้น  คือ ถ้าจะบอกว่า มันเป็นเพียงแนวคิดแบบโรแมนติคที่ต้องการจะปลุกความเป็นชาตินิยมเท่านั้นก็คงจะดูถูกน้ำใจทหารไทยไปหน่อย ซึ่งแน่นอนทหารเหล่านั้นก็คงถูกแนวคิดโรแมนติคชาตินิยมกล่อมใจให้กล้าหาญไปเป็นทหารและลงไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ท้ายที่สุดแล้วเค้าก็มีความตั้งใจดีที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะตำหนิแต่อย่างใด ...​ผมลองฟังอีกหลายรอบก็ยังไม่เห็นจุดไหนเลยที่เนื้อเพลงส่งเสริมปฏิบัติการทางทหารดังกล่าว


ประการที่สอง ในส่วนของการคอมเมนต์เนื้อเพลงนั้น ผมเห็นว่าเป็นการคอมเมนต์ที่ไม่ได้ดูบริบทของเนื้อเพลงในช่วงนั้นๆ แต่เป็นการดึงขึ้นมาเพียงประโยคเดียว และจับมันเทียบกับ สิ่งที่คุณอติภพคิดว่าเป็น Theme ของเพลง เช่น  


-การคอมเมนต์์ช่วงประโยคเพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร”  ซึ่งจริงๆมันต่อมาจาก  “...เป็นหน้าที่ของกองพลทหารราบที่รักตัวเอง น้อยกว่าคนในชาติไทย ....​เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร...”  ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่สาธยายอุดมการณ์ของทหารเหล่านั้น  โดยเนื้อเพลงไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์ภาคใต้ก่อนนั้นเลย ...​ฉะนั้น ผมก็คิดว่า เนื้อเพลงตรงจุดนี้มีความเหมาะสมและส่งเสริมเนื้อหาในท่อนแรกอยู่แล้ว และไม่ได้ผิดที่ผิดทางแต่อย่างใด


- การคอมเมนต์ ว่า เนื้อเพลงในส่วนนี้  “ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬา คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา...” ถูกแทรกเข้ามาเฉยๆโดยไม่ได้มีบริบทเกี่ยวข้องเลย นั้น ก็เป็นเพราะว่าคุณอติภพมองเพียง “บริบท” ซึ่งในที่น่าจะเป็น สถานที่/เหตุการณ์ ที่อยู่ใน Theme ของเพลง  แต่คุณอติภพกลับลืมมองบริบทในเชิงของ “เนื้อหา” และ “จุดมุ่งหมาย” ของเนื้อเพลงส่วนนั้นไปอย่างน่าประหลาด  ผมฟังแล้วผมเข้าใจได้ว่า ท่อนนี้ทั้งท่อนหากตัดประโยค เดือนตุลา ออกไป มันจะเป็นเพียงการสาธยายเหตุการณ์ในคืนหนึ่ง ที่คนหลายๆคนทำกิจกรรมต่างๆกัน ...แต่ประโยคเดือนตุลา เมื่อใส่เข้ามาแล้ว มันก็เห็นจุดประสงค์ของผู้แต่งที่ต้องการจะย้ำ คนทั่วไปนั้นบางครั้งอาจจะสนใจเรื่องของตนเองจนลืมไปว่า มีคนที่เขาสละชีวิตของตนเพื่ออุดมการณ์ เพื่อสังคม เพื่อชาติ เหมือนคนเดือนตุลา เหมือนทหารในเนื้อเพลงนี้  ผมจึงไม่เห็นว่า ประโยคนี้จะมีความสะเปะสะปะหรือผิดบริบทแต่อย่างใด แต่มันทำหน้าที่ในการย้ำเนื้อหาหลักที่ต้องการจะสื่อให้ชัดขึ้น 


ประการที่สาม เพลงเป็นสื่อบันเทิง มุ่งให้ความบันเทิงหรือสร้างอารมณ์แบบใดแบบหนึ่งให้กับคนฟัง แน่นอนว่าเพลงมีพลังมากพอที่จะทำให้คนลุกขึ้นมาทำอะไรก็ตามทั้งดีหรือร้ายได้ จึงมีความจำเป็นท่ีจะต้องมีความระมัดระวังในการแต่งเนื้อเพลง ...​อย่างไรก็ดี  คุณอติภพคงเห็นว่า ควรจะต้องระวังกับ  Fact ให้มาก จึงได้ยกประเด็นเรื่อง ข.จ.ก. ซึ่งจริงๆแล้ว เป็น B.R.N. ขึ้นมา   


ในจุดนี้ผมเห็นค่อนข้างต่างมาก เพราะถ้าคุณอติภพมาแต่งเพลงจริงๆ จะพบว่า มันค่อนข้างยากมากที่จะหาคำแต่ละคำเพื่อให้มีสัมผัสที่ฟังได้ ยิ่งเพลงภาษาไทยยิ่งมีความลำบากมากเพราะมีข้อจำกัดเรื่องวรรณยุกต์เข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เพลงหนึ่งเพลงมีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลเทียบเท่ากับ essay สั้นๆ ที่เราเขียนส่งเวลาสอบภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้น ไม่สามารถใส่ footnote หรือวงเล็บอ้างอิงให้ถูกต้องตามหลักวิชาการได้ ฉะนั้นจริงๆแล้ว Fact ที่แม่นยำเป๊ะๆเหมือนที่คุณอติภพคาดหวังจากเพลงนี้นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือทำได้ยากยิ่งยวดมากๆ  


สิ่งที่นักแต่งเพลงควรจะระมัดระวังในการแต่งเพลง ผมคิดว่า เป็นเรื่องของ “จุดมุ่งหมาย” ของเนื้อเพลงที่แต่งออกมามากกว่าที่ควรจะต้องระมัดระวัง เพราะเนื้อเพลงนี่เองที่หอบเอา “จุดมุ่งหมาย” ของคนแต่ง เข้าไปในใจของผู้ฟัง ถ้าจุดมุ่งหมายถูกเป็นแบบใด เนื้อเพลงก็จะสะท้อนออกไปแบบนั้น สำหรับผมเมื่อฟังเพลงราตรีสวัสดิ์ รวมถึงฟังการสัมภาษณ์ของผู้แต่งแล้ว  ผมเห็นว่า จุดมุ่งหมายกับเนื้อเพลงของเขานั้นมีความสอดคล้องกันอย่างแน่นแฟ้น ลงไปในระดับประโยคเลยทีเดียว  และจุดมุ่งหมายเพื่อให้เห็นใจและให้กำลังใจ คนที่ “ถูก” บัญชาการให้ไปประจำการในพื้นที่อันตรายนั้น ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีความเสียหายตรงไหน  ซ้ำยังน่าจะกระตุ้นให้คนไทยไม่ลืมและไม่ชาชินกับปัญหาภาคใต้ รวมถึงกิจกรรมทางสังคมอื่นๆอีกด้วย


หากเพลงราตรีสวัสดิ์เป็นบทความที่ลงในหนังสือพิมพ์อย่างที่คุณอติภพเขียนแล้วละก็ ผมจะเห็นด้วยกับคุณอติภพอย่างยิ่งกับการตำหนิความไม่แม่นยำในเนื้อหา แต่ใช้เกณฑ์การวิเคราะห์บทความมาวิจารณ์เพลงนี่ผมเห็นว่ามัน “ผิดกาละเทศะ” ไปสักหน่อย 


ประเด็นสุดท้าย ผมคิดว่า การมองอะไรแบบผิวเผิน และใช้คอนเซปใหญ่ๆอย่างคำว่า “ชาตินิยม” มาจับอย่างเผินๆ โดยไม่ได้คำนึงถึง บริบท( ซึ่งในที่นี้หมายถึงจุดมุ่งหมายของคำแต่ละคำ ประโยค วรรค ที่มีหน้าที่ของตนมารวมกันเป็นเพลงเพื่อนำเสนอจุดมุ่งหมายหนึ่งๆ ) และรายละเอียดต่างๆในเพลงเลยนั้น ก็อาจทำให้การรับรู้เนื้อเพลงและจุดมุ่งหมายของเพลงพลาดไปก็ได้ ซึ่งผมก็ว่านี่เป็นการสะท้อนความ “บิดเบี้ยวทางความคิดและการรับรู้” อันเนื่องมาจากการศึกษาเช่นกัน


ท้ายที่สุดแล้ว ผมคิดว่าเพลงราตรีสวัสดิ์ได้ดึงให้ประเด็นภาคใต้กลับเข้ามาอย่ในความสนใจของคนในสังคมอีกครั้งหนึ่ง ทั้งในแบบที่เคลิ้มไปกับเพลง และแบบที่วิพากษ์วิจารณ์  สำหรับผมแล้ว ผมชื่นชมใน “ความตั้งใจดี” ของผู้แต่ง แม้ว่าจะไร้เดียงสา ขาดข้อมูล หรืออะไรก็แล้วแต่ตามที่ผู้คนจะว่ากันไป แต่ผมคิดว่า คนที่ “ตั้งใจดี” ควรจะได้รับการส่งเสริม การส่งเสริมนี้มีหลายรูปแบบรวมถึงการวิพากษ์ด้วย คือ การที่ตำหนิแต่ขณะเดียวกันก็มีการเสนอทางออกหรือแนวทางอื่นๆที่ดีกว่าให้ด้วย มิใช่ติแต่เพียงอย่างเดียว การติเพื่อก่อนี่เอง ที่จะทำให้คนที่ “ตั้งใจดี” ยังคงมีกำลังใจจะทำสิ่งดีๆต่อไป และพัฒนาสิ่งที่ทำให้ดียิ่งขึ้น ตรงจุดมากขึ้น และสร้างประโยชน์ให้กับคนหมู่มากยิ่งขึ้นไป 




NoteGuestbook
   
opiyanit wrote on Dec 31, '09


Happy New Year jaaaaaa
wuttypeng wrote on Dec 22, '09
ไปโรมเที่ยวนี้.. เก็บเรื่องสนุกๆๆ มาเล่้ากันบ้างน่ะ
wuttypeng wrote on Dec 2, '09
เปลี่ยนสีบ้านใหม่หรือ. สวยสดงดงาม..
pamsuchaya wrote on Oct 26, '09
เราเพิ่งกลับมา Utrecht หล่ะ แต่เดี๋ยวเดือนหน้าก็กลับไปจริงๆแล้ว แล้วชลหล่ะ เป็นยังงัยบ้าง ยังอยู่ Rotterdam รึเปล่า
meta69 wrote on Aug 14, '09
สวัสดีครับเฮียยย

หายหน้าไปอย่างนานนเลยนะ
Pages:12345